Posts Tagged ‘สพฐ.’

สกศ.ไฟเขียวร่างเกณฑ์ตรวจสอบประสิทธิภาพใช้งบ สพฐ.-เขตพื้นที่

March 17th, 2011

สกศ.ไฟเขียวร่างหลักเกณฑ์ ตรวจสอบ ประเมินประสิทธิภาพ การใช้จ่ายงบ สพฐ.-เขตพื้นที่ ยันแค่ติดตามความคุ้มค่า ไม่ได้จับผิดการใช้งบฯ เน้นดูภาพรวมผลสัมฤทธิ์ ทางการศึกษา พร้อมมอบฝ่ายกฎหมายปรับคำนิยามให้ชัด ก่อนเสนอ “ชินวรณ์” ชง ครม.พิจารณา

ศ.(พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยผลการประชุม สกศ.เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการในการตรวจสอบติดตาม และการประเมินประสิทธิภาพประสิทธิผลการใช้จ่ายงบประมาณการจัดการศึกษาของ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ…. โดยร่างดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะติดตามว่าการใช้งบในการจัดการศึกษาทั้งระบบ ว่าคุ้มค่าหรือไม่ จะไม่ใช่การเข้าไปติดตามตรวจสอบว่าสถานศึกษาแต่ละแห่งใช้จ่ายงบถูกต้องหรือ ไม่ เนื่องจากเรื่องเหล่านี้มีหน่วยงานที่จะเข้าไปตรวจสอบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นจะเน้นดูภาพรวมผลสัมฤทธิ์ความสำเร็จทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพราะผู้เรียนในระบบการศึกษามากกว่าร้อยละ 80 เรียนอยู่ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.แต่หลังจากนั้นจะมีการติดตามสถานศึกษาในสังกัดอื่นต่อไป

ที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตว่า ควรมีการนิยามคำว่าประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้มีความชัดเจน ว่า มีความหมายอย่างไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง เพราะอาจจะเข้าใจสับสนกันได้ ขณะเดียวกัน ควรลดการประเมินที่จะต้องใช้เอกสาร เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและเป็นภาระกับครู ทั้งนี้ ข้อสังเกตต่างๆ คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายการศึกษา ซึ่งมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธาน จะนำไปปรับปรุง จากนั้นจะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป” เลขาธิการ สกศ.กล่าว

ศ.(พิเศษ) ธงทอง กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษ ที่ 2 (พ.ศ.2552-2561) ของคณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (กนป.) ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยขณะนี้ได้มีการกำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และงบประมาณในการดำเนินจนถึงปี 2561 แล้ว ดังนั้น หลังจากนี้บทบาทการสานต่อจะพลิกกลับมาเดินกลไกที่ สกศ.มากขึ้น ส่วน กนป.จะปรับบทบาทเป็นคณะกรรมการติดตาม ดูแล และแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มีนาคม 2554

วอนผู้ปกครองอย่าฝืนศักยภาพลูก เกรดต่ำเรียนไม่ไหวไร้ความสุข

March 17th, 2011

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ทำหนังสือแจ้งเวียนเกี่ยวกับปฏิทินการรับนักเรียนเพิ่มเติม ปีการศึกษา 2554 ไปยังโรงเรียนต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง โดยวันที่ 17 มี.ค. 54 จะมีการเชิญ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) รวมถึง ผอ.โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 366 โรง มาประชุมซักซ้อมถึงแนวทางการปฏิบัติเรื่องการรับนักเรียนประจำปี 2554 เนื่องจากยังมีกิจกรรมบางส่วนที่ต้องดำเนินการโดยเฉพาะการประกาศรายชื่อการ รับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษที่จะมีขึ้นในวันที่ 18 มี.ค. 54 และ การสอบชั้น ม.1 ในวันที่ 19 มี.ค. 54 สอบ ม.4 วันที่ 20 มี.ค. 54 ประกาศผลสอบ ม.1 วันที่ 22 มี.ค. 54 และ ม.4 วันที่ 24 มี.ค. 54 จับสลาก ชั้น ม.1 วันที่ 27 มี.ค. 54 ส่วนการสละสิทธิของนักเรียนชั้น ม.1 ทั้งในส่วนของนักเรียนเงื่อนไขพิเศษและสอบทั่วไปนั้น จะต้องยึดหลักการเรียกจากบัญชีสำรองขึ้นมาแทนซึ่ง จะประกาศผลในวันที่ 30 มี.ค.

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีนักเรียนที่จบชั้น ม.3 และต้องการเรียนต่อชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมที่ยังมีปัญหาการร้องเรียนอยู่ในขณะนี้นั้น ตามระเบียบวิธีการรับนักเรียนจบ ม.4 ได้แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การให้โรงเรียนจัดทำแผนการรับนักเรียน ม.4 และการให้รับนักเรียนชั้น ม.3 ที่มีศักยภาพเหมาะสมให้เต็มแผนการรับร้อยละ 80 และอีกไม่เกินร้อยละ 20 ให้เปิดรับนักเรียนจากภายนอกโดยการสอบ เพื่อให้นักเรียนจากภายนอกทั้งโรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนเอกชนได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนที่มีการอัตราการแข่งขัน สูงได้ อีกทั้งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่านักเรียนที่จบ ม.3 แต่มีผลการเรียนต่ำกว่า 1.5 แล้วฝืนที่จะเรียนต่อในสายสามัญจะเรียนอย่างไม่มีความสุข ซึ่งไม่เกิดผลดีกับตัวเด็กเอง

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของโรงเรียนที่จะต้องพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรม และในอนาคต สพฐ.มีแผนว่า จะลดการรับ ม.1 ให้น้อยลง และรับ ม.4 เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ตัวป้อนจากต้นทางลดลง จะส่งผลให้ต่อไปการจบชั้น ม.3 ลดแรงเสียดทานในการต่อชั้นม.4 ได้ แต่ทั้งนี้ สพฐ.จะต้องประสานกับทางกรุงเทพมหานครและโรงเรียนเอกชนในการทำแผนการรับนัก เรียนที่ชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันให้ได้ก่อนว่าเด็กทุกคนต้องมีที่เรียน” ดร.ชินภัทร กล่าว.

จี้ สพฐ.กำหนดเกณฑ์รับเด็กเงื่อนไขพิเศษ "ชินวรณ์" ไม่ปฏิเสธผู้มีอุปการคุณ "สุขุม" คุมเข้มหวั่นสวมชื่อแทนผู้สละสิทธ

March 12th, 2011

“ชินวรณ์” จี้ สพฐ.กำหนดเกณฑ์รับเด็กเงื่อนไขพิเศษ ไม่ปฏิเสธผู้มีอุปการคุณ “สุขุม” คุมเข้มหวั่นสวมชื่อแทนผู้สละสิทธิ์…

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการรับนักเรียนของสถานศึกษาปีการศึกษา 2554 ที่มี รศ.ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์ เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนในกรณีการรับนักเรียนในเงื่อนไขพิเศษ โดยต้องเป็นนักเรียนที่มีคุณลักษณะดังนี้ 1.เป็นนักเรียนที่ได้คะแนนสอบเท่ากันในลำดับสุดท้าย 2.เป็นนักเรียนที่มีข้อตกลงในการจัดตั้งโรงเรียน 3.เป็นนักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส 4.เป็นนักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติหรือผู้ประสบภัยพิบัติที่ต้องได้รับการสงเคราะห์เป็นพิเศษ 5.เป็นนักเรียนโควตาตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่สหกิจ หรือคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย 6.เป็นนักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการ ครูหรือบุคลากรของโรงเรียน และ 7. เป็นนักเรียนที่เป็นบุตรของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การรับนักเรียนในเงื่อนไขพิเศษนั้นจะต้องเป็นไปตามหลักการ 3 ข้อ ดังนี้ 1. ต้องไม่มีการรับฝาก และไม่ เรียกรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใด 2. บุคคลหรือองค์กรที่เสนอชื่อนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ ต้องมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับนักเรียน และ 3. ไม่ให้มีการแบ่งโควตาไปรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ

“เราไม่ปฏิเสธผู้ที่มีอุปการคุณ แต่ต้องมีการประกาศชื่ออย่างชัดเจนในจำนวนเหล่านี้ ซึ่งที่ประชุมจะมอบหมายให้ สพฐ.ทำบันทึกความเข้าใจเรื่องนี้” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า ในระหว่างวันที่ 12-16 มี.ค.นี้ โดยเป็นช่วงการรับสมัครนักเรียน คณะกรรมการติดตามฯ จะเดินสายตรวจสอบ และจะมีการประชุมสรุปผลหลังวันที่ 16 มี.ค. และวันที่ 27 มี.ค. ซึ่งเป็นวันจับสลากก็จะไปติดตามสังเกตการณ์ด้วย เมื่อรับนักเรียนแล้วเสร็จ สถานศึกษาที่มีการอัตราการแข่งขันสูง 369 แห่ง ต้องส่งรายชื่อนักเรียนทั้งในประเภทสอบคัดเลือกและเงื่อนไขพิเศษ ให้ คณะกรรมการติดตามฯ ตรวจสอบความถูกต้อง และเมื่อมีการรายงานตัวแล้วต้องส่งรายชื่อกลับมาให้ตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อป้องกันการเปลี่ยนตัวนักเรียนที่สละสิทธิ์ และสวมชื่อแทน.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 12 มีนาคม 2554

สั่งสพฐ.ตั้งตำแหน่งสำรองราชการ10 ตำแหน่ง

March 9th, 2011

สพฐ.ตั้งตำแหน่งสำรองราชการ10ตำแหน่งดัดหลังผู้บริหารเข้าข่าย4ความผิดทุจริต ความผิดทางเพศไม่สนองนโยบาย

วันนี้ 8 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ. ) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ว่า ก.ค.ศ.ได้อมุมัติตามที่ตนเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งตำแหน่งสำรองราชการ 10 ตำแหน่ง ถือเป็นการกำหนดตำแหน่งสำรองราชการขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการเพื่อรอง รับผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ที่ปฏับติหน้าที่เข้าข่ายความผิด 4 กรณี ดังนี้
1. ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตคอรัปชั่น จะสั่งสำรองราชการทันที
2. ถูกกล่าวหากรณีเกี่ยวข้องกับความผิดทางเพศ จัสั่งสำรงอราชการทันที
3. ไม่ดำเนินการตามนโยบายของ ศธ.โดยเฉพาะนโยบายรับนักเรียน หรือ นโยบายเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างคุณภาพซึ่งเป็นโครงการหลัก
4. ปล่อปะละเลย ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ เนื่องจากยุคนี้เป็นช่วงเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา ที่มุ่งเน้นด้านคุณภาพ เพราะฉะนั้น ถ้าไปตรวจราชการแล้ว พบผู้บริหารการศึกษา หรือผู้บริหารสถานศึกษา ปล่อยปะละเลย ขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่มีผลปรากฎชัดแจ้ง เช่น เป็นผู้บริหารแต่ไม่มาโรงเรียนเป็นสิบวัน และไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ใด ถือว่าเป็นการหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การตั้งตำแหน่งสำรองราชการดังกล่าว ใช้วิธีตัดโอนตำแหน่งข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาในสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาการประถมศึกษา มากำหนดตำแหน่งสำรองราชการรวม 10 ตำแหน่ง โดย ก.ค.ศ.ให้อำนาจ อ.ก.ค.ศ.ส่วนราชการหรือ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้พิจารณาตัดโอนตำแหน่งมาตั้งเป็นตำแหน่งสำรองราชการได้ พร้อมอนุมัติให้ส่วนราชการอื่นสามารถดำเนินการตัดโอนตำแหน่งเพื่อมาประจำใน หน่วยงานทางการศึกษาหรือสถานศึกษาได้ตามที่ได้รับอนุมัติตจาก ก.ค.ศ. ซึ่งทำให้มีตำแหน่งรองรับผู้ที่กระทำผิด สามารถโอนตำแหน่งมาสำรองราชการได้ทันทีที่พบว่า กระทำความผิดเข้าข่าย 4 กรณีข้างต้น และสามารถตั้งคนมาแทนในตำแหน่งเดิมของผู้บริหารที่ถูกย้ายมาสำรองราชการได้ ทันทีเช่นกัน

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

พศ.แฉมีรร.ลบ 'วัด' หวังฮุบธรณีสงฆ์

March 2nd, 2011

แฉมีโรงเรียน ลบ ‘วัด’ หวังฮุบธรณีสงฆ์

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติเห็นชอบไม่ให้ตัดคำว่า “วัด” ที่ใช้นำหน้าชื่อโรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ธรณีสงฆ์ออก หากโรงเรียนใดตัดออกไปแล้วต้องนำกลับมาใส่เหมือนเดิม ว่า พศ.จะหารือกับฝ่ายต่าง ๆ ทั้งวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่ ผู้บริหารโรงเรียนและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อจัดทำหลักเกณฑ์ร่วมกัน ทั้งนี้มีโรงเรียนที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมติดังกล่าว คือ โรงเรียนได้รับชื่อพระราชทาน ซึ่งจุดประสงค์ของมติดังกล่าว เพื่อป้องกันโรงเรียนที่มีความพยายามตัดคำว่าวัด ออกจากชื่อโรงเรียน โดยไม่มีหลักการ และมีผลประโยชน์แอบแฝง อาทิ ผอ.โรงเรียนบางแห่งต้องการตัดคำว่าวัดออก เพราะต้องการนำที่ดินของวัดไปออกเป็นโฉนด เป็นต้น ซึ่งตนได้สั่งให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้วว่าข้อมูลที่ได้รับรายงานนั้น เป็นจริงหรือไม่ และมีโรงเรียนกี่แห่งที่พยายามนำที่ดินวัดไปออกเป็นโฉนด เพื่อต้องการฮุบที่ดินวัดเป็นของโรงเรียน และหากตรวจพบว่ามีโรงเรียนใดฮุบที่ดินวัดก็จะตามทวงคืนแน่นอน

“ผมกำลังจะหารือกับวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบการทำสัญญาเช่าที่ธรณีสงฆ์ ของโรงเรียนต่าง ๆ เพราะมีรายงานเบื้องต้นว่าโรงเรียนที่เช่าที่ดินวัดหลายแห่งไม่เคยทำสัญญา เช่า บางแห่งไม่ยอมจ่ายค่าเช่ามาแล้ว 20-30 ปี ซึ่งก็ทราบว่ามีหลายโรงเรียนไม่เห็นด้วยกับการทำสัญญาเช่าที่ธรณีสงฆ์ เพราะการทำสัญญาเช่าต้องมีการตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องหารือกับวัดให้ทำสัญญาเช่าให้ชัดเจนและต้องเก็บค่าเช่า โดยเฉพาะโรงเรียนที่ไม่เคยจ่ายค่าเช่าเลย หรือค้างค่าเช่ามานานแล้ว” ผอ.พศ.กล่าว

นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ กิจการพระพุทธศาสนา ในคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เบื้องต้นพบว่า มีโรงเรียนที่ตัดคำว่าวัดออกแล้ว อาทิ รร.วิมุตยารามพิทยากร รร.กุนนทีรุทธารามวิทยาคม รร.จันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม รร.ชิโนรสวิทยาลัย รร.ไชยฉิมพลีวิทยาคม รร.ไตรมิตรวิทยาลัย รร.เทพลีลา รร.เทพศิรินทร์ และ รร.สุวรรณารามวิทยาคม เป็นต้น ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯจะร่วมกับ พศ. สำรวจจำนวนโรงเรียนที่ชัดเจนอีกครั้ง

ด้าน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า การให้โรงเรียนใช้คำว่าวัดนำหน้าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่กระบวนการในการดำเนินงานนั้นต้องรอหนังสือที่เป็นมติแจ้งจาก มส.อีกครั้ง จากนั้นต้องนำหารือต่อที่ประชุม กพฐ. เพื่อพิจารณาระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างความเข้าใจกับคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่า เพื่อให้การขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นไปได้อย่างมีส่วนร่วม และเป็นที่ยอมรับ ทั้งนี้ตนเข้าใจว่ามติ มส.ที่ออกมาน่าจะมีผลใช้เฉพาะกับโรงเรียนที่เคยใช้คำว่าวัดนำหน้าชื่อ แต่กรณีโรงเรียนที่ไม่ได้ใช้มาตั้งแต่แรกน่าจะยกเว้น ทั้งนี้ปัจจุบันมีโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 31,424 โรงเรียน เป็นโรงเรียนที่มีชื่อวัดอยู่ในชื่อของโรงเรียน 21,125 แห่ง แบ่งเป็น ระดับประถมศึกษา 20,907 แห่ง และระดับมัธยมศึกษา 218 แห่ง.

ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 2 มีนาคม 2554

สพฐ.ตั้งเป้าค.ศ.2012 ผลประเมินเด็กไทยพุ่ง

March 2nd, 2011

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยผลการประชุมผู้บริหารระดับสูง ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า สพฐ.ได้นำข้อมูลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทย ในโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพิซ่า (PISA) ปี ค.ศ. 2009 มาเป็นฐานในการจัดทำแผนปฏิบัติการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน อย่างจริงจัง โดย สพฐ.ตั้งเป้าหมายว่า ต้องยกระดับผลการประเมินนักเรียนของพิซ่ารอบต่อไปในปี ค.ศ. 2012 ให้สูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษาหลายปัจจัย เช่น นักเรียนชนบทจะมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่านักเรียนในเมือง โรงเรียนขนาดเล็กและกลางมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เป็นต้น ซึ่ง สพฐ.จะขับเคลื่อนคุณภาพโรงเรียนใน กลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนดีประจำอำเภอ หรือโรงเรียนดีประจำตำบล รวมถึงมุ่งพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนประมาณ 10,000 แห่ง ซึ่งครอบคลุมไปถึงโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กด้วย โดยโรงเรียนเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ สพฐ.ให้ความสำคัญในการเร่งรัดพัฒนาคุณภาพ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน สพฐ.จะทำแผนปฏิบัติการ โดยมีแผนการขับเคลื่อนทางวิชาการ และแผนการบริหารจัดการสถานศึกษา หากการดำเนินงานตามแผนดังกล่าวสำเร็จ ก็เท่ากับว่า สพฐ. ได้ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม และตน
เชื่อว่าในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 การประเมินนักเรียนระดับนานาชาติของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นทั้ง 3 สมรรถนะ ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

สพฐ.จะร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) พัฒนาครู โดยเฉพาะครูที่สอนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับประถมศึกษา ซึ่งถือเป็นการวางพื้นฐานการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ซึ่งครูที่ผ่านการประเมินในระดับสูง จำนวน 22,054 คน จะพัฒนาให้เป็นมาสเตอร์ทีชเชอร์ และระดับกลาง จำนวน 180,000 คน ก็จะได้รับการพัฒนาผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้โรงเรียนประจำจังหวัดเป็นศูนย์จำนวน 45 ศูนย์” ดร.ชินภัทร กล่าว.

ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 2 มีนาคม 2554

บด.2 วุ่นรวมตัวไล่ผู้อำนวยการอีก

March 1st, 2011

โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 รวมตัวไล่ผู้อำนวยการ

นายกมล บุญประเสริฐ

บด.2 วุ่นไม่เลิกรวมตัวไล่ผู้อำนวยการอีก “ชินภัทร”รุดฟังข้อเรียกร้องด้วยตัวเอง ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย…

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. เวลา 12.00 น. ที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 (บด.2) ได้มีนักเรียน ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า บด.2 ประมาณ 400 คน แต่งชุดดำวางพวงหรีด และถือป้ายประท้วงอยู่บริเวณเวทีหน้าเสาธงของโรงเรียน เรียกร้องให้มีการโยกย้ายนายกมล บุญประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียน ไปอยู่ที่อื่น โดยอ้างว่ามีการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส ขาดการดูแลเอาใจใส่โรงเรียนและนักเรียน ทำให้โรงเรียนตกต่ำลงอย่างมาก จึงเรียกร้องสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตรวจสอบพฤติกรรม และโยกย้ายนายกมลออกจากการเป็น ผอ.บด.2 ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่มีการกล่าวโจมตีนายกมลอยู่นั้น นางประจวบ ชำนิประศาสน์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน บด.2 ซึ่งอดีตผู้อำนวยการ บด.2 และผู้ก่อตั้ง บด.2 ได้เดินมาพูดคุยขอร้องบรรดาผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่าที่กำลังประท้วงอยู่ขอให้ยุติการชุมนุม เนื่องจากเห็นว่าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของทางโรงเรียน และพร้อมที่จะไปเจรจาหาข้อยุติของปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบที่ สพฐ.ได้ตั้งขึ้นมา ทำให้ผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่าทยอยเดินแยกย้ายออกจากเวทีหน้าเสาธง แต่ได้ไปรวมตัวกันที่สนามกีฬาในร่มร่วมกันลงชื่อเรียกร้องให้โยกย้ายนายกมล ต่อ สพฐ.

วันเดียวกัน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ตนจะไปรับฟังข้อเรียกร้องจากคณะครู นักเรียน ผู้ปกครอง และศิษย์เก่า บด.2 พร้อมจะรับฟังข้อเสนอแนะที่จะนำไปปรับปรุงการบริหารโรงเรียน และต้องการที่จะให้มีการเจรจาสองทาง เพราะ สพฐ.มีหน้าที่ดูแลการบริหารงานของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาล และให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการกับ ผอ.โรงเรียนที่ถูกกล่าวหาในหลายประเด็นนั้น จะต้องฟังข้อมูลทั้งหมดก่อน แต่ยืนยันว่าจะไม่ปกป้องถ้ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทุกอย่างจะว่ากันตามข้อเท็จจริง และจะไม่มีการตัดสินใจจากข้อมูลเพียงด้านเดียวแน่นอน.

ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 1 มีนาคม 2554

จี้ทำคลอดเกณฑ์รับบริจาคภาคเอกชนหนุนศึกษา

February 26th, 2011

คลอดเกณฑ์รับบริจาคภาคเอกชนหนุนศึกษา

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ

ศธ. จี้ทำคลอดเกณฑ์รับบริจาคภาคเอกชนหนุนการศึกษา คืนกำไรให้สังคม สามารถนำไปลดหย่อนภาษีบริษัทได้ 2 เท่า …

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้หารือกับ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่า เนื่องจากในช่วงหลังรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เข้ามาพัฒนาทางการศึกษา และประกอบกับทางภาคเอกชนก็มีพันธกิจที่จะคืนกำไรให้กับสังคม ฉะนั้นส่วนตัวเห็นว่าการคืนกำไรให้กับสังคมของผู้ประกอบการหรือภาคเอกชนต่างๆไม่มีเรื่องใดที่จะสำคัญและยิ่งใหญ่ไปกว่าการมาลงทุนทางด้านทรัพยากรมนุษย์หรือการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของฝ่ายบริจาค กับสถานศึกษาที่ชัดเจน ดังนั้น ตนจึงได้มอบหมาย สพฐ.ให้ไปดำเนินการจัดประชุมระดมความเห็นในเรื่องนี้ และจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือข้อตกลงร่วมกันด้วย เพราะการคืนกำไรให้กับสังคมของผู้ประกอบการหรือภาคเอกชนนั้นสามารถนำไปลดหย่อนภาษีบริษัทได้ 2 เท่าเมื่อมาบริจาคให้ กับสถานศึกษา หรือบางสถานประกอบการนำไปลด หย่อนภาษีให้ตนเองได้ด้วย รวมทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสถานประกอบการด้วย

รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า ตนคิดว่า ศธ.มีสถานศึกษาในสังกัดจำนวนมากมาย จึงควรจะกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องนี้ให้ชัดเจน หากไม่มีการกำหนดเกณฑ์การบริจาคที่ชัดเจนอาจจะไม่สามารถระดมทรัพยากรที่สนองตอบตรงกับเป้าหมายหรือความ ต้องการของสถานศึกษาได้และคิดว่าผู้มาบริจาคก็ไม่ต้องการจะถูกกล่าวหาว่ามาบริจาคเพื่อเอาหน้าหรือนำไปลดหย่อนทางภาษี แต่ต้องการมาสนับสนุนเพื่อให้การศึกษาดีขึ้น.

ที่มา ไทยรัฐ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554

ยันประกาศชื่อเด็กฝาก

February 5th, 2011

“ชินวรณ์” ยันประกาศชื่อเด็กฝากก่อนสอบ ไม่ละเมิดสิทธิ ผอ.โรงเรียนงง ขอยึดแนวปฏิบัติตามประกาศ สพฐ.

เมื่อ วันที่ 4 ก.พ. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการรับนักเรียนของสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปีการศึกษา 2554 ได้ระบุหลักเกณฑ์การรับนักเรียนในส่วนของผู้มีอุปการะคุณ โดยโรงเรียนต้องประกาศรายชื่อ เด็ก ชื่อผู้ฝาก พร้อมเหตุผลก่อนการสอบ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการติดตามฯ ได้กำหนดไว้ชัดเจน เพื่อให้โรงเรียนได้มีโอกาสรับนักเรียนในสัดส่วนของผู้มีอุปการะคุณ แต่โรงเรียนต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าผู้มีอุปการะคุณเหล่านั้น จะต้องเป็นผู้มีอุปการะคุณอยู่เดิม เช่น บริจาคที่ดิน สร้างอาคารเรียน โดยกำหนดสัดส่วนไว้อย่างชัดเจนของคณะกรรมการสถานศึกษา และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ให้ความเห็นชอบแล้ว เมื่อรับนักเรียนคนใดก็ต้องประกาศรายชื่อให้เกิดความโปร่งใส เพื่อทำให้ระบบการรับนักเรียนได้เป็นระบบที่ไม่ส่งผล หรือเกิดช่องว่างให้มีการเรียกรับเงินได้ ซึ่งการประกาศชื่อทำให้อุดช่องว่างดังกล่าว ขณะเดียวกันหลายคนก็เป็นห่วงว่าโรงเรียนอาจจะใช้ช่องว่างอย่างอื่น เพื่อไปดำเนินการเรียกรับเงิน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะผิดทั้งนโยบายและกฎหมาย ซึ่งตนได้กำชับกับผู้อำนวยการสถานศึกษาไปแล้วว่าขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจไปเข้าข่ายว่าไปดำเนินการโดยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งไม่เพียงจะถูกดำเนินการทางวินัยเท่านั้น อาจจะต้องส่งเรื่องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ด้วย อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าขณะนี้ผู้บริหารโรงเรียนและเครือข่ายผู้ปกครอง ได้เริ่มมีความเข้าใจมากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดตลาดนัดวิชาเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้ทุกส่วนให้ความร่วมมือกับเรื่องดังกล่าว

“การประกาศชื่อเด็กในส่วนของผู้มีอุปการะคุณไม่เป็นการทำร้ายเด็ก แต่เป็นความโปร่งใส เมื่ออยากจะไปในช่องทางนี้ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง บางคนอาจจะคิดว่าการประกาศรายชื่อเด็กจะเป็นการละเมิดสิทธิ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นการละเมิด แต่การรับเงินใต้โต๊ะเป็นการละเมิดมากกว่าในสมัยก่อนบางคนไปนั่งเฝ้าจ่าย เงินด้วย คนเห็นกันเยอะแยะก็ยังยอมรับ แต่สมัยนี้ไม่ต้องจ่ายเงิน การให้เด็กสอบตามความสามารถของตนเองน่าจะดีที่สุดแล้ว เรามาเริ่มต้นสร้างสิ่งที่ถูกต้องด้วยกัน ทั้งนี้หลังจากที่มีการประกาศการรับนักเรียนออกไป ผมก็ได้รับเสียงสนับสนุนที่ดี โดยเฉพาะจากนักการเมืองด้วยกัน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ส่วนข้อกังวลกรณีที่จะมีการให้เด็กไปที่โรงเรียนคู่ขนานก่อนแล้วค่อยย้ายมา เข้า เรียนในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงในช่วงกลางภาคเรียน หรือ ภาคเรียนที่ 2 นั้น ตนมั่นใจว่าจะไม่สามารถทำได้ ซึ่งหลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1/2554 แล้ว ตนมีดาบสองที่จะประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการดำเนินการในช่องทางดังกล่าว”

ดร.สุวัฒน์ วิวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวว่า ขณะนี้ทางโรงเรียนยังไม่ได้รับทราบเรื่องการให้ประกาศรายชื่อเด็กฝาก และชื่อผู้ฝากในสัดส่วนของผุ้มีอุปการะคุณก่อนการสอบ จึงไม่แน่ใจว่าเป็นนโยบายจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามการรับนักเรียนของโรงเรียนจะยึดปฏิบัติตามประกาศ สพฐ. เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2554 และประกาศของ สพม.ที่มีการกำหนดปฏิทินวันและเวลาการรับสมัคร จับฉลาก และประกาศผลไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้นหากจะให้มีการประกาศรายชื่อเด็กกลุ่มนี้ก่อนสอบจริง ก็จะต้องกำหนดปฏิทินออกมาให้ชัดเจนว่าจะให้ประกาศวันไหน ซึ่งโรงเรียนก็พร้อมปฏิบัติตาม เพราะจะทำให้โรงเรียนทำงานได้ง่ายขึ้น
นายสุรเดช กาฐจนประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กล่าวว่า ตามประกาศของ สพฐ ได้ระบุวันการประกาศผล และรายงานตัวไว้อย่างชัดเจน และให้มีการแยกบัญชีระหว่างเด็กสอบ เด็กผู้มีอุปการะคุณ เด็กความสามารถพิเศษ แต่หากจะให้มีการประกาศชื่อเด็กผู้มีอุปการคุณพร้อมผู้ฝากก่อนสอบ คงจะยุ่งยาก แต่ทั้งเรื่องดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับทราบ ดังนั้นการปฏิบัติก็จะยึดตามประกาศ สพฐ. และสพม.ที่ได้ออกมาแล้ว.

ที่มา เดลินิวส์ วันเสาร์ ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2554