กระตุ้นนศ.เรียนรู้โลกกว้าง
ปี 2558 ประตูประชาคมอาเซียนเปิดแน่นอน และจะส่งผลให้เกิดการไหลเวียนของประชากรอย่างหนักหน่วง ทำให้เกิดการแข่งขันกันทุกด้าน ถ้าชาติใดไม่เตรียมตัวโดยเฉพาะเตรียมพัฒนาศักยภาพของประชากรให้มีความพร้อม ย่อมเสียเปรียบชาติอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มของการจัดทำโครงการเปิดโลกทัศน์นักศึกษา เพื่อตระหนักในความเป็นสากลหรือเพชรราชมงคลธัญบุรี (Project : SUGAR “Student Understanding Global Awarenss RMUTT” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี โดยการนำนักศึกษาออกไปสัมผัสเรียนรู้ประสบการณ์จริงของโลกนอกรั้ว มหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ทั้งเรื่องของการศึกษา เศรษฐกิจ ภาษา การสื่อสาร รวมถึงวัฒนธรรมข้ามชาติด้วย
ในการเดินทางไปสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในโครงการเพชรราชมงคล ธัญบุรี ภายใต้การนำของ ดร.ไพบูลย์ ใสยาวงศ์ ผอ.กองพัฒนานักศึกษา มทร.ธัญบุรี โดยมีตัวแทนนักศึกษาร่วมคณะทั้งสิ้น 27 คน
การเรียนรู้เกิดขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่สัมผัสแผ่นดินเกาหลีใต้ เมื่อทุกคนได้รับรู้ว่าสนามบินอินชอนถูกสร้างขึ้นมาจากการถมทะเล เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเกาะ จึงต้องใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้คุ้มค่าที่สุด แม้แต่ที่อยู่อาศัย หรือพื้นที่เกษตรกรรมมากมายก็เกิดขึ้นมาจากการถมทะเลเช่นกัน ยิ่งเมื่อเข้าถึงตัวเมือง หลายคนอดแปลกใจไม่ได้กับความเป็นระเบียบของตึกรามบ้านช่อง แสดงให้เห็นถึงการวางผังเมืองที่มีประสิทธิภาพ ผิดกับในบ้านเราที่ดูไม่เป็นระเบียบจนอดคิดไม่ได้ว่า ประเทศไทยมีการวางผังเมืองไว้บ้างหรือไม่ ซึ่งความแปลกใจที่เกิดขึ้นก็น่าจะถือว่าเป็นผลลัพธ์ของการมาเปิดโลกทัศน์ใน ครั้งนี้ได้เช่นกัน
สำหรับการศึกษาดูงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการให้นักศึกษาได้ “เปิดโลกทัศน์”นั้น เริ่มต้นที่บริษัท อีดี ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อการเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยเฉพาะสื่อการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ หรือหุ่นยนต์ช่วยสอนที่จะนำมาใช้สอนแทนครู โดยเฉพาะในการทดลองที่อาจเป็นอันตราย ซึ่งแนวคิดลักษณะนี้สถาบันการศึกษาในบ้านเราอาจจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญมาก นัก ดังนั้นการมาดูงานที่บริษัท อีดี ทุกคนจึงยอมรับว่าคุ้มค่าเพราะได้ช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้ได้ อย่างมากมาย
และเมื่อถึงการเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเกาหลี ที่เน้นการผลิตบัณฑิตทางด้านเทคโนโลยีเหมือนกับ มทร.ธัญบุรี แต่กลับพบว่าการเรียนการสอนค่อนข้างแตกต่างจากมหาวิทยาลัยของไทย โดยของเกาหลีจะเน้นให้นักศึกษาปฏิบัติมากกว่าท่องจำทฤษฎี เพราะเขาต้องการผลิตบัณฑิตที่นอกจากจะรู้จริงแล้วยังต้องทำจริงได้ด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า เรื่องความพร้อมของงบประมาณน่าจะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เราสามารถก้าวไปได้เหมือนมหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้
นอกจากแง่คิดเรื่องการศึกษาแล้ว สิ่งที่ทุกคนได้ซึมซับอีกเรื่องก็คือ จิตสำนึกรักชาติของคนเกาหลี จากการเข้าชมหอนิทรรศการความเป็นเอกภาพของเกาหลีที่อาคารจัดแสดงมีขนาดใหญ่ โตมโหฬาร มีการเก็บรวบรวมประวัติ ความเป็นมาของชนชาติเกาหลีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างครบถ้วน และที่สำคัญเป็นนิทรรศการที่มีชีวิตเคลื่อนไหวได้ สามารถกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมได้เป็นอย่างดี และที่น่าสนใจเมื่อพบว่าคนเกาหลีตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่จะแห่แหนมาเข้าชมหอ นิทรรศการกันอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นว่าคนเกาหลีให้ความสำคัญกับเรื่องของชาติบ้านเมืองมาก เห็นอย่างนี้ก็รู้สึกสะท้อนใจว่าคนไทยให้ความสำคัญกับความรู้ทางประวัติ ศาสตร์ของเราเองมากน้อยเพียงใด
คณะนักศึกษายังได้มีโอกาสประทับใจกับความอลังการของพระราชวังชางด๊อกกุง หนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุด และตบท้ายด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดสมัยใหม่ในการบริหารจัดการอย่าง เป็นระบบ โดยสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเกาหลี ซึ่งที่นี่นักศึกษาทุกคนจะได้รับวุฒิบัตรผ่านการดูงานจากนายโน มัน จิน เลขาธิการสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเกาหลีอีกด้วย
ดร.ไพบูลย์ เล่าว่า ก่อนมาเกาหลีใต้ คณะนักศึกษาได้เดินสายดูงานมาแล้วหลายองค์กร อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ หรือบริษัท ซี.พี. ซึ่งก็ทำให้เห็นภาพของวัฒนธรรมการทำงานที่ชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว เมื่อได้มาเกาหลีใต้ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดขึ้นว่าในประเทศกับต่างประเทศแตกต่าง กันอย่างไร และที่สำคัญได้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของเกาหลีใต้ที่มีการพัฒนาแบบก้าว กระโดด ไปไกลกว่าไทยหลายเท่า ทั้งที่สองประเทศก็เติบโตมาพร้อมกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนรู้สึกดีใจคือการได้เปลี่ยนทรรศนะให้แก่นักศึกษาได้ รู้จักมองโลกที่กว้างและไกลขึ้น เห็นได้จากคำพูดที่ “รู้อย่างนี้เราน่าจะ” หรือ “ต่อไปเราจะ” ซึ่งเพียงแค่นี้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการทำโครงการนี้แล้ว ซึ่งจากนี้ก็ต้องติดตามต่อไปนักศึกษากลุ่มนี้มีการต่อยอดสิ่งที่เรียนรู้ได้ อย่างไร
ในขณะที่ โชคอนันต์ รักษาภักดี นักศึกษาปี 4 คณะบริหารธุรกิจมองว่า โครงการนี้มีประโยชน์มากทำให้นักศึกษาได้เปิดโลกทัศน์ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติแบบสัมผัสโดยตรง และยังได้สื่อสารกับคนต่างชาติทำให้รู้ว่าภาษาอังกฤษสำคัญมาก เพราะหากพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ก็ยังใช้ภาษาอังกฤษแทนได้
ธิดารัตน์ เกียรติพรพิเชฐ นักศึกษาปี 3 จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ บอกว่า ส่วนตัวเป็นการไปต่างประเทศครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น แต่ก็สนุกและได้เรียนรู้แง่คิดต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะแง่คิดในการดำรงชีวิต ซึ่งคนเกาหลีมีความรับผิดชอบในการทำงานสูงมาก ถึงกับพูดว่าถ้าไม่มีงานทำก็อยู่ไม่ได้ และยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่ยอมรับว่าทึ่งมากคือความรักและภาคภูมิใจในความเป็นเกาหลี เห็นได้จากการใช้แต่สินค้าที่ผลิตเอง และเลี่ยงใช้สินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะสินค้าของประเทศที่เคยกดขี่เกาหลีมาก่อน
“การได้พูดคุยกับนักศึกษาเกาหลีก็น่าประทับใจ ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน ได้สอนเพื่อนเกาหลีให้พูดภาษาไทย สอนรำและร้องเพลงไทย บางคนถึงกับบอกว่าอยากมาเที่ยวเมืองไทยมาก ซึ่งหลังจากนี้ก็จะยังคงติดต่อกับเพื่อนเกาหลีตลอดไป” ธิดารัตน์ ยืนยัน
ผลที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้คงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเปิดโลกทัศน์ให้ แก่นักศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่การเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งเมื่อมีก้าวแรกก็ย่อมมีก้าวที่สองและก้าวต่อ ๆ ไป แต่ที่จะลืมมิได้ก็คือ การเรียนรู้มากมายที่ได้รับควรถูกนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วย ไม่เช่นนั้นโลกทัศน์ที่ถูกเปิดก็คงเป็นแค่การเปิดระยะสั้น ๆ หลังจากนั้นก็หลับสนิทไม่รู้โลกกันต่อไป.
พูนทรัพย์ ทองทาบ
ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์