Posts Tagged ‘การศึกษา’

จี้สพป.ทำแผนยุบโรงเรียนเล็ก

April 16th, 2011

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้เร่งรัดการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. ที่มีทั้งสิ้น 14,397 โรง จำแนกเป็น 7 ขนาด ได้แก่ โรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนจำนวน 137 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน จำนวน 444 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 21-40 คน จำนวน 1,967 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 41-60 คน จำนวน 3,082 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 61-80 คน จำนวน 3,355 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 81-100 คน จำนวน 3,040 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 101-120 คน จำนวน 2,372 โรง โดยมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ไปจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาว่าจะดำเนินการอย่างไร จะเป็นการยุบรวม หรือ การยุบเลิกโรงเรียน ขณะเดียวกันการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กของเขตพื้นที่นั้น ๆ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กของแต่ละเขตพื้นที่ฯ ด้วย

“ขณะนี้ สพฐ.กำลังโดนแรงกดดันจากภายนอกที่จะไม่คืนอัตราเกษียณอายุราชการทั้งหมดให้ แก่ สพฐ. เนื่องจากมองว่า สพฐ.ไม่ได้ขาดครูจริง ซึ่งหากพิจารณาให้ดี สพฐ.ขาดครูเป็นจำนวนมาก เพียงแต่ครูไม่มีการกระจายตัวออกไปเท่านั้น ดังนั้นหากไม่ได้รับคืนอัตราเกษียณอายุราชการ สพฐ.จะขอเป็นงบประมาณชดเชยบุคลากรครูแทน เพื่อนำเงินมอบให้เขตพื้นที่ฯในการนำไปบริหารจัดการกระจายครูในพื้นที่ได้ อย่างทั่วถึง” ดร.ชินภัทร กล่าว.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

จ่อฟันมหา'ลัย'อ'ต้นตอปลอมวุฒิ

April 16th, 2011

คุรุสภาเล็งออกตั๋วครูแนวใหม่ แย้มต้องให้เข้าทดสอบทุกคน ด้าน “ไชยยศ” แฉมหาวิทยาลัย “อ” ต้นตอปัญหา เตรียมฟันผิดอาญา วอนคนช่วยเป็นพยานแย้มจะช่วยเยียวยา ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา เชื่อยังมีของปลอมอีกอื้อ อัดนโยบายรัฐผิดพลาด เร่งล้างภาพ “จ่ายครบ จบแน่” แถมเสนอ 5 มาตรการไขปัญหา

กรณีคุรุสภาพบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งขายวุฒิประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูใน ราคาเรือนหมื่น เพื่อให้ผู้ที่จบสามารถนำไปยื่นขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากคุรุสภาต่อ จนนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ต้องสั่งการให้คุรุสภา ในฐานะผู้เสียหาย ส่งเรื่องและหลักฐานไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพราะการซื้อขายใบปริญญาเก๊ ซึ่งถือว่าบั่นทอนความเชื่อมั่นของระบบการศึกษาไทย ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 14 เม.ย. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่ นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยผลการสอบข้อเท็จจริง ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กรณีการซื้อขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพบว่ามีมูลความจริง และมีนักศึกษา 1,345 คน เข้าข่ายซื้อใบ ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายการขยายผลจับกุมมหาวิทยาลัยที่มีการซื้อขาย วุฒิปลอม เพื่อดูว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง และทำเป็นขบวนการหรือไม่

นายชินวรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับอธิการบดีที่เซ็นกำกับรับรองว่านักศึกษาจบการศึกษาและผ่านการฝึกงาน แต่รายชื่อบัณฑิตเหล่านี้ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยนั้น ตนได้มอบให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ สกอ. ตั้งขึ้นและดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบหาข้อมูลที่มหาวิทยาลัยให้ละเอียดอีกครั้ง แล้ว ส่วนจะมีบทลงโทษอย่างไรนั้นให้ดูมูลความผิดเป็นรายกรณี ซึ่งตนได้ขอให้นายไชยยศเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ที่สำคัญต้องไม่มีแพะรับบาป โดยตนจะถอนรากถอนโคนไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกในยุคปฏิรูปการศึกษา

ด้าน นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้มีคนโทรศัพท์เข้ามาสอบถามตนเป็นจำนวนมากว่า มหาวิทยาลัยเอกชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้มีชื่อว่าอะไร ซึ่งตนจะยังไม่ขอเปิดเผยชื่อในเวลานี้ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาในคณะอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย ที่ สกอ.ยังไม่ได้ตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันกับการออกใบ ป.บัณฑิตวิชาชีพครูหรือไม่ และหากนักศึกษาเรียนจบจริง เมื่อไปสมัครงานก็อาจจะถูกตัดสิทธิได้ เพราะนายจ้างอาจจะไม่มั่นใจ ดังนั้นจึงบอกได้เพียงว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้มีอักษรย่อ “อ”

“ผมขอวิงวอนให้นักศึกษา และผู้ปกครองที่ไม่ได้เรียนจริง แต่มีใบ ป.บัณฑิตหรือใบปริญญา ออกมาเปิดเผยตัวและเป็นพยาน เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา โดยขณะเดียวกันก็จะได้กันนักศึกษาที่ให้ความร่วมมือไว้เป็นพยานและจะกำหนด หลักเกณฑ์ในการเยียวยานักศึกษากลุ่มนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามหากหลังจากนี้มีนักศึกษาที่ไม่มาแสดงตัว แต่นำเอกสารดังกล่าวไปใช้ อาจถูกภาครัฐและนายจ้างดำเนินคดีในภายหลังได้ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ศธ.เองก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนเรื่องการเข้าไปเทคโอเวอร์
มหาวิทยาลัยคงต้องขอดูรายละเอียดความผิดของมหาวิทยาลัยก่อน แต่เบื้องต้นชัดเจนแล้วว่ามีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารและการจัดการเรียนการ สอนไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ สกอ.” นายไชยยศ กล่าว

ด้าน ดร.ดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คุรุสภาเคยกำหนดว่าจะปรับปรุงข้อบังคับการขอขึ้นทะเบียนรับใบ อนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาใหม่ โดยจะให้ผู้มาขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ ทุกคนไม่ว่าจะจบจากสถาบันใดจะต้องเข้ารับการทดสอบด้วยข้อสอบของคุรุสภา หากได้คะแนนตามเกณฑ์ถึงจะได้รับใบอนุญาตฯ ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปี 2557 จากเดิมที่ผู้จบการศึกษาจากสถาบันที่ใช้หลักสูตรคุรุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ซึ่งได้รับการรับรองจากคุรุสภาแล้ว สามารถนำหลักฐานมาขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ ได้เลย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสถาบันจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานที่ขออนุมัติไว้ หรือไม่

ดร.ดิเรก กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการคุรุสภา วันที่ 21 เม.ย.นี้ ตนจะหารือต่อที่ประชุมว่าควรจะรีบแก้ไขข้อบังคับให้คุรุสภาเป็นผู้ดูแล มาตรฐานความรู้ด้วยตนเองโดยเร็ว พร้อมทั้งให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ ทุกคนเข้าทดสอบ โดยทำข้อสอบของคุรุสภาเร็วขึ้นจากกำหนดเดิมในปี 2557 เป็นในปี 2555 ส่วนในปี 2554 อาจจะนำข้อสอบบางส่วนมานำร่องให้นักศึกษาครูมาทดสอบวัดความรู้ก่อนในปี นี้

ในส่วนของนายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภามีรายชื่อผู้จบ ป.บัณฑิตฯ ทั้ง 1,349 คนแล้ว หลังจากนี้จะลงพื้นที่ตรวจสอบเป็นรายบุคคล ซึ่งหากพบว่ากระบวนการได้ใบ ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่คุรุสภากำหนด เช่น ไม่ได้ฝึกงานภาคปฏิบัติในโรงเรียน หรือไม่ได้เข้าเรียน เป็นต้น ทางคุรุสภาจะเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทันที ทั้งนี้จะพยายามเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว แต่ขณะนี้ยังติดปัญหาโรงเรียนปิดภาคเรียนจึงทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบยัง โรงเรียนว่ามีนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาฝึกงานภาคปฏิบัติจริง หรือไม่ แต่คาดว่าหลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 แล้วในช่วงประมาณเดือน พ.ค.นี้ กระบวนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นแน่นอน

“ที่ผ่านมาเราให้เกียรติและเชื่อใจมหาวิทยาลัย เมื่อส่งรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษามา เราก็ออกใบอนุญาตฯ ให้ แต่หลังจากนี้เมื่อมีตัวอย่างเกิดขึ้นให้เห็น คุรุสภาคงต้องพิจารณาให้รอบคอบมากขึ้น และต้องรีบนำหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตฯ รูปแบบใหม่ ซึ่งกำหนดว่าผู้ขอรับทุกคนจะต้องทำข้อสอบของคุรุสภา หากได้คะแนนถึงเกณฑ์ที่คุรุสภากำหนด ทางคุรุสภาก็จะออกใบอนุญาตฯ ให้ โดยจากเดิมจะเริ่มใช้หลักเกณฑ์นี้ในปี 2557 แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็จะทบทวนการใช้หลักเกณฑ์นี้ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหากเป็นไปได้จะเริ่มในปี 2555 เลยก็ได้” นายองค์กร กล่าว

สำหรับ นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว. นครศรีธรรมราช ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาการปลอมวุฒิการศึกษาเป็นปัญหาใกล้เคียงเชื่อมโยงกับการศึกษาที่ไม่มี คุณภาพ ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปดูแลแก้ไข ดังนั้นในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาฯ จึงขอเสนอทางออกให้กับรัฐบาล 5 ข้อ ดังนี้ 1. รัฐบาลควรจะเปิดศูนย์รับข้อมูลเหล่านี้ 2. เมื่อตรวจสอบพบว่าปลอมปริญญาจริง ขอเรียกร้องให้รัฐบาลต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดทั้งทางคดีอาญาและการบริหาร โดย สกอ.อาจต้องให้คณะวิชาประกาศงดรับนักศึกษาในภาคศึกษาใหม่และหากความผิด รุนแรงต้องลงโทษถึงปิดคณะไปเลย

นายสิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า 3. นโยบายการที่ให้เอกชนช่วยรัฐบาลจัดการการศึกษาถือเป็นนโยบายที่ดี จึงควรสนับสนุนในเรื่องของบประมาณ เพื่อให้เอกชนเข้มแข็งพึ่งพาตัวเองได้ มิเช่นนั้นสถาบันฯ คงต้องไปเน้นหาเงินจากผู้เรียนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ เพราะเดี๋ยวนี้มีบางมหาวิทยาลัยเอกชนกล่าวว่า “จ่ายครบ จบแน่” 4. ผลิตครูให้สอดคล้องกับตำแหน่งที่ต้องการในระบบ และ 5. ขอให้รัฐฯ ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังมิเช่นนั้นจะกลายเป็นการกลั่นแกล้งทาง การเมือง เพราะช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งด้วย.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

600นศ.ขาดคุณสมบัติกู้กยศ.คาดโทษผู้บริหารมรภ.ชัยภูมิ

April 16th, 2011

นายขจร จิตสุขุมมงคล ผอ.สำนักส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)ชัยภูมิ ได้อนุมัติให้นักศึกษาที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2551 จำนวน 1,400 คน กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทั้งที่ขาดคุณสมบัติการกู้ยืมว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่ามีนักศึกษาที่ไม่น่าจะมีปัญหา 800 คน ส่วนที่เหลือ 600 คน น่าจะมีปัญหาขาดคุณสมบัติการกู้ กยศ.แต่เนื่องจากข้อมูลที่ได้มายังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมี ดร.สว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เป็นประธาน จะต้องลงพื้นที่เพื่อไปหาข้อมูลเชิงลึกอีกครั้ง และหากพบว่าผู้บริหาร มรภ.ชัยภูมิ ทำผิดจริง ก็ต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยหรือคดีอาญาต่อไป

ด้าน ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า เมื่อ สกอ.ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ จะเร่งรายงาน กยศ.ทราบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดสรรเงินให้แก่ มรภ.ชัยภูมิ อย่างไรก็ตามเมื่อขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปผลได้ ดังนั้นนักศึกษาที่เข้าข่ายว่าขาดคุณสมบัติการกู้ กยศ.ก็ยังมีสิทธิกู้ต่อเนื่องได้ แต่ถ้ามีผล ออกมาว่าขาดคุณสมบัติจริงต้องดูว่า กยศ.จะดำเนินการอย่างไร.

เด็ก​เทคนิค​แพทย์​ มบส.​ขอ​โอน​ย้าย

April 16th, 2011

เด็ก​เทคนิค​แพทย์​ มหาวิทยาลัย​ราชภัฏ​บ้านสมเด็จ​เจ้าพระยา ขอ​โอน​ย้ายไป​เรียน​คณะ​ครุศาสตร์ หลักสูตร​ครู 5 ปี ​เนื่องจาก​หลักสูตร​ยัง​ไม่​ผ่าน​การ​รับรอง​จาก​สภา​เทคนิค​การ​แพทย์ …

กรณี​ปัญหา​นิสิต​ภาค​วิชา​เทคนิค​การ​แพทย์ คณะ​วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย​ราชภัฏ​บ้านสมเด็จ​เจ้าพระยา (มบส.) สืบ​เนื่องจาก​หลักสูตร​ยัง​ไม่​ผ่าน​การ​รับรอง​จาก​สภา​เทคนิค​การ​แพทย์​นั้น ดร.​บุญ​มี กวิน​เสก​สรรค์ คณบดี​คณะ​วิทยาศาสตร์ มบส. เผย​ความ​คืบ​หน้า​ใน​การ​เยียวยา​นิสิต​ว่า ขณะ​นี้​มี​นิสิต​จำนวน 19 คน ยื่น​คำร้อง​ขอ​โอน​ย้าย​ไป​เรียน​คณะ​ครุศาสตร์  มบส. หลักสูตร​ครู 5 ปี ซึ่ง​คณะ​วิทยาศาสตร์ฯ จะ​นำ​เสนอ​ต่อ​ที่​ประชุม​สภา​ มบส. เพื่อ​ขอ​ความ​ช่วยเหลือ​ให้​ได้​รับ​การ​ยกเว้น​ค่า​เล่าเรียน ขณะ​เดียวกัน​ทาง​คณะ​ได้​เร่ง​ประสาน​กับ​คณะ​เทคนิค​การ​แพทย์​ของ​มหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่​ผ่าน​การ​รับรอง​หลักสูตร​เทคนิค​การ​แพทย์ เพื่อ​พิจารณา​เทียบ​โอน​หน่วยกิต​จาก มบส. ว่า ​จะ​​เทียบ​โอน​ได้​จำนวน​เท่าใด ส่วน​การ​เจรจา​กับ​สภา​วิชาชีพ​เทคนิค​การ​แพทย์​นั้น สภาทนายความ​ได้​เข้า​มา​เป็น​ตัวกลาง​ใน​การ​เจรจา​ตาม​ที่​นิสิต​ไป​ร้องขอ​ความ​ช่วยเหลือ หาก​การ​เจรจา​มี​ความ​คืบ​หน้า​นิสิต​จะ​ได้​ตัดสินใจ​ว่า​จะ​ขอ​โอน​ย้าย​เรียน​ภายใน มบส. หรือ​จะ​โอน​ไป​เรียน​เทคนิค​การ​แพทย์​กับ​มหาวิทยาลัย​อื่น

ส่วน​กรณี​ปัญหา​ของ​นักศึกษา​คณะ​เทคนิค​การ​แพทย์ วิทยาลัย​นครราชสีมา​นั้น รศ.​นพ.กำจร ต​ติ​ยก​วี รอง​เลขาธิการ​คณะ​กรรมการ​การ​อุดมศึกษา เปิดเผย​ว่า นักศึกษา​ได้​มา​ขอ​ความ​มั่นใจ​กับ ส​กอ.เรื่อง​การ​สอบ​เพื่อ​ขอรับ​ใบ​อนุญาต​ประกอบ​วิชาชีพ​เทคนิค​การ​แพทย์  เนื่องจาก​สภา​เทคนิค​การ​แพทย์​เข้า​มา​ประเมินหลักสูตร​เทคนิค​การ​แพทย์​แล้วแต่​ไม่​ผ่าน

ด้าน​นายฉลอม อินทกุล อธิการบดี​วิทยาลัย​นครราชสีมา กล่าว​ว่า คณะ​เทคนิค​การ​แพทย์ รับ​นักศึกษา​มา​แล้ว​จำนวน 3 รุ่น และ​ได้​ขอ​ให้​สภา​เทคนิค​การ​แพทย์​เข้า​มา​ประเมินแต่​ไม่​ผ่าน  เนื่องจาก​จำนวน​อาจารย์​ต่อ​นักศึกษา​ไม่​เป็น​ไป​ตาม​ที่​กำหนด ขณะ​นี้​คณะ​ได้​ปรับปรุง​จำนวน​อาจารย์​แล้ว และ​ปรับปรุง​ทุก​อย่าง​ตาม​ที่​สภา​เทคนิค​การ​แพทย์​แนะนำ และ​หวัง​ว่า​หลักสูตร​จะ​ผ่าน​การ​ประเมิน.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

ระเบียบการ​หมด​แนะ​ดู​เว็บ​ไซ​ต์

April 12th, 2011

สอท. เผยระเบียบการ​กำหนด​รับ​สมัครแ​อด​มิชชั่น​ประจำปี​การ​ศึกษา 2554 หมด​แนะ​ดู​เว็บ​ไซ​ต์

ตาม​ที่​สมาคม​อธิการบดี​แห่ง​ประเทศไทย (สอท.) กำหนด​รับ​สมัครแ​อด​มิชชั่น​ประจำปี​การ​ศึกษา 2554 วัน​ที่ 11-20 เม.ย.​นี้ โดย​วัน​ที่ 11 เม.ย. เป็น​วัน​แรก​ของ​การ​รับ​สมัคร​ผ่าน​ระบบ​อินเตอร์เน็ต ที่ www.cuas.or.th นั้น ผู้สื่อข่าว​รายงาน​ว่า ผู้​ปกครอง​และ​นักเรียน​จำนวน​มาก​โทรศัพท์​สอบ​ถาม​ที่สาย​ด่วน 1579 ว่า ระเบียบการ​รับ​สมัครบุคคล​เข้า​ศึกษา​ต่อ​สถาบัน​อุดมศึกษา ปีการศึกษา 2554 หมด​ลง อาทิ ศูนย์​กรุงเทพมหานคร ที่​มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่ง​สั่ง​ซื้อ 9,000 เล่ม ​และ​สั่ง​เพิ่ม​อีก 600 เล่ม แต่​ก็​ขาย​หมด​ตั้งแต่​วัน​ที่ 10 เม.ย. ทำให้​ผู้​ปกครอง​ต้อง​แห่​ไป​ซื้อ​ที่​มหาวิทยาลัย​เทคโนโลยีพระจอมเกล้า​ธนบุรี

ศ.ดร.​ประสาท สืบ​ค้า อธิการบดี​มหาวิทยาลัย​เทคโนโลยี​สุร​นารี ใน​ฐานะ​นายก สอท. เปิดเผย​ว่า ยอด​ผู้​สมัคร​วัน​ที่ 11 เม.ย. เมื่อ​เวลา 16.00 น. มี​ผู้​สมัคร 15,315 คน แต่​ยัง​ไม่​มี​ยอด​ผู้​ชำระ​เงิน ส่วน​เรื่อง​ระเบียบการ​นั้น ใน​ปีนี้​มี​ยอด​พิมพ์​ลด​ลง เนื่องจาก​ปี 2553 มี​หนังสือ​เหลือ​เป็น​จำนวน​มาก ใน​ปี 2554 จึง​ลด​การ​พิมพ์​ลง​เหลือ 50,000 เล่ม ซึ่ง​จะ​ไม่​มี​การ​พิมพ์​เพิ่ม​อีก ทั้งนี้​ผู้​สมัคร​สามารถ​เข้าไป​ดู​รายละเอียด​การ​สมัคร​ได้​ใน​เว็บ​ไซ​ต์ หรือนักเรียนคน​ใด​ต้องการ​ดู​หนังสือ​ระเบียบการฯ อาจ​ขอ​ดู​ได้​จาก​มหาวิทยาลัย​ที่​เป็น​ศูนย์​รับ​สมัคร ซึ่ง​เจ้าหน้าที่​ประจำ​ศูนย์ฯ จะ​สามารถ​ให้​คำ​แนะนำ​เรื่อง​การ​สมัคร​ด้วย.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

'การศึกษาสงเคราะห์'ชีวิตใหม่เด็กด้อยโอกาส

April 12th, 2011

“เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาในวันนี้ จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างปัญหาให้แก่สังคม ด้วยเหตุผลที่มาจากความไม่รู้

แต่ หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสให้ ทั่วถึงและอย่างมีคุณภาพแล้ว สังคมในอนาคตจะมีบุคคลที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาในทุก ๆด้าน ” นี่คือ คำกล่าวของ ดร.บัญชร จันทร์ดา ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทำงานกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสมาเกือบทั้งชีวิต ตั้งแต่สมัยที่เป็นนักศึกษาอาสาสมัครของกรมประชาสงเคราะห์ ครูโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จนกระทั่งนั่งเก้าอี้ผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งได้กล่าวย้ำกับสื่อมวลชน ที่ติดตามคณะ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ออกตรวจเยี่ยมและนิเทศการดำเนินงานโรงเรียน เพื่อช่วยกระจายข่าวให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาให้ แก่เด็กด้อยโอกาส

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่ที่ ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย เป็น 1 ใน 50 โรงเรียน ของกลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นสถานศึกษาจัดการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสที่ไม่สามารถพึ่งตนเอง ครอบครัว และผู้ปกครองได้ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือการบริการทางการศึกษาเป็นกรณีพิเศษต่าง จากกลุ่มเด็กด้อยโอกาสในโรงเรียนปกติทั่วไป

ดร.บัญชร เล่าถึงการจัดการศึกษาของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 23 จังหวัดพิษณุโลก ว่า ที่โรงเรียนจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนประจำ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี 12 ปี สอนตั้งแต่ ชั้น ป.1- ม.6 ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดพิษณุโลกทั้งจังหวัด และอำเภอท่าปลา อำเภอฟากท่า และอำเภอบ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ แต่ก็มีบ้างที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กด้อยโอกาสในจังหวัดอื่น ๆ ประสานส่งตัวมาเข้าเรียน ซึ่งที่นี่มีเด็กต้องการเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยอาคาร สถานที่ที่จำกัด จึงต้องคัดเลือกเด็กเข้าเรียน ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 743 คน โดยการรับเด็กเข้าเรียนนั้น จะพิจารณาจากเด็กด้อยโอกาส 10 ประเภท คือ
1. เด็กที่ถูกบังคับให้ขายแรงงานหรือถูกบังคับให้ทำงานหารายได้ก่อนวัยอันควร
2. เด็กเร่ร่อน ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยพักพิงเป็นหลักแหล่ง
3. เด็กที่อยู่ในธุรกิจทางเพศหรือโสเภณีเด็ก
4. เด็กที่ถูกทอดทิ้ง กำพร้า
5. เด็กที่ถูกทำร้ายทารุณ
6. เด็กยากจนมากเป็นพิเศษครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
7. เด็กในชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวเขา ชาวเล เป็นต้น
8. เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับสารเสพติด หรือ เสี่ยงต่อการถูกชักนำให้ประพฤติตนไม่เหมาะสม
9. เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ หรือ โรคติดต่อร้ายแรงที่สังคมรังเกียจ และ
10. เด็กในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนเด็กหญิงที่ตั้งครรภ์นอกสมรส ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น การทำแท้ง การฆ่าตัวตาย และการทอดทิ้งทารก เป็นต้น

สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกจากจะให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะวิชาการใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้แล้ว ยังเน้นการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพด้วย โดยเชิญอาจารย์จากวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาสอนวิชาชีพ ในด้านคหกรรม เกษตรกรรม และช่างไฟฟ้า เป็นต้น รวมทั้งให้เด็กได้รวมกลุ่มประกอบอาชีพหารายได้ระหว่างเรียน เช่น กลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มน้ำดื่ม และกลุ่มผลิตข้าว เป็นต้น ซึ่งทางโรงเรียนจะรับซื้อ และบางส่วนก็นำไปจำหน่ายให้แก่คนในชุมชนใกล้เคียง ทั้งนี้เพราะคำตอบที่เด็กหรือครอบครัวต้องการมากที่สุด คือ ขอให้เด็กเมื่อจบการศึกษาแล้วมีงานทำ ส่วน ครู ความภาคภูมิใจที่ทำให้ยิ้มได้ คือ ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ และที่ผ่านมานักเรียนซึ่งจบจากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ก็เป็นที่ยอมรับจากสังคมว่า เป็นผู้แกร่งในประสบการณ์ สามารถสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ตนเอง ช่วยเหลือครอบครัว และมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ตนอยู่ให้เจริญก้าวหน้าได้

ความภาคภูมิใจที่สามารถหารายได้ระหว่างเรียนสะท้อนออกจากคำบอกของ “เคน” หรือ นายสุวิจักษณ์ ชาวไร่นา นักเรียนชั้น ม.3 ที่เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ว่า นอกจากจะได้ความรู้ทางวิชาการแล้ว ยังช่วยพ่อ แม่ ทำงานได้ โดยคุณครูได้แบ่งที่ดินให้ปลูกผักคนละ 2 แปลง ซึ่งตนจะปลูกผักกวางตุ้ง และผักบุ้งเก็บขายให้โรงอาหารของโรงเรียน ขณะเดียวกันก็ได้ทำงานอยู่ในกลุ่มโรงสีข้าว ทำให้มีรายได้เดือนละ 800-900 บาท

ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดบริการทางการศึกษาให้แก่เด็กด้อยโอกาส โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย และเฉพาะข้อมูลจากกลุ่มโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ของ สพฐ. ซึ่งนับจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2553 พบว่า ทั้ง 50 โรงเรียน สามารถรองรับเด็กด้อยโอกาสได้ถึง 38,942 คน แต่ก็เชื่อว่ายังไม่เพียงพอต่อเด็กด้อยโอกาสที่ยังรอคอยโอกาสทางการศึกษา

การศึกษาน่าจะเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่สุดสำหรับเด็กด้อยโอกาส ดั่งคำกล่าวของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ที่ว่า “ จุดประทีปดวงใดก็ไม่เหมือน สงเคราะห์เพื่อนผู้ขาดวาสนา ชีวิตน้อยค่อยชื่นตื่นขึ้นมา รับแสงแจ่มเจิดจ้าจากตะวัน ”.

ณัชชารีย์ วิเชียรรัตน์

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

เลือกคณะต้องรู้จักตัวเองก่อน

April 12th, 2011

นางศศิธร อหิงสโก ผู้จัดการสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11- 20 เม.ย. 2554 เป็นวันที่ สอท.เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง การรับนิสิตนักศึกษา หรือ แอดมิชชั่นกลาง ปีการศึกษา 2554 ทางเว็บไซต์ สอท. www.cuas.or.th โดยอยากให้นักเรียนรีบมาสมัคร และชำระเงินตามกำหนด คือ ระหว่าง วันที่ 11-22 เม.ย. 2554 เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้นจะสามารถแก้ไขได้ทันท่วงที แต่อย่างไรก็ตามอยากฝากไปถึงนักเรียนทุกคนว่าก่อนที่จะเข้าไปสมัคร นักเรียนจะต้องอ่านระเบียบการสมัครให้ชัดเจน เพื่อจะได้ไม่หมดสิทธิการสมัคร อย่างไรก็ตาม สอท.ได้นำระเบียบการสมัครทั้งหมด ขึ้นเว็บไซต์ของ สอท.แล้ว ถ้านักเรียนไม่ต้องการซื้อระเบียบการก็สามารถดูข้อมูลทางเว็บไซต์ได้

นางศศิธร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเลือกคณะนั้น ปีนี้ยังเลือกได้ 4 อันดับเหมือนเดิม โดยอยากแนะนำเรื่องการเลือกคณะว่า นักเรียนควรเลือกคณะที่คิดว่าตัวเองชอบมากที่สุด และสามารถที่จะเรียนได้ทุกคณะที่เลือก จากนั้นจะต้องมาดูคะแนนที่มีอยู่ในมือว่าเป็นอย่างไร สามารถเลือกคณะที่ตนเองชอบได้หรือไม่ ที่สำคัญอย่าเลือกคณะที่สูงเกินกว่าคะแนนที่มีอยู่หรือเลือกคณะตามเพื่อน เพราะอาจจะทำให้ผิดหวังได้ นอกจากนี้ในการเลือกคณะจะต้องไม่ยึดคะแนนของปีที่ผ่านมาเป็นหลักจนเกินไป ขอให้ใช้ประกอบการตัดสินใจเท่านั้น โดยเฉพาะคะแนนต่ำสุดที่จะนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจซึ่งนักเรียนจะต้องระมัด ระวังให้มาก เช่น คณะยอดฮิตแต่มีคะแนนต่ำสุดผิดปกติมาก ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่ามีสาเหตุมาจากอะไร อาจจะเป็นไปได้ว่าปีที่ผ่านมามีคนเลือกน้อยก็ได้ ในขณะที่ปีนี้เมื่อเราเลือกคณะเราจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าจะมีคนเลือกแต่ละ คณะจำนวนกี่คน หากมีคนเลือกกันมาก ๆ มีความเป็นไปได้ว่าคะแนนต่ำสุดจะต้องสูงขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เราผิดหวังได้

ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการแอดมิชชั่นของปีการศึกษา 2553 ที่ผ่านมาพบว่า มีสิ่งที่ผิดปกติจนน่าสังเกต คือ มีนักเรียนสามารถแอดมิชชั่นเข้า รหัส 0047 คณะนิติศาสตร์ พื้นฐานศิลปศาสตร์ รูปแบบที่ 2 เลือกสอบวิชาภาษาฝรั่งเศส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ด้วยคะแนนต่ำสุด 26.10 ทั้งที่ คณะดังกล่าวถือเป็นคณะยอดฮิตที่มีนักเรียนต้องการเข้าเรียนต่อเป็นจำนวนมาก.

ข่าวการศึกษา ที่มา เดลินิวส์

"ยุบ สทศ. สมศ…" สมพงษ์ จิตระดับ ชำแหละนักเรียนสอบตกโอเน็ต "ยกสยาม"

April 12th, 2011

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผลโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดรสมพงษ์ จิตระดับ ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย…

เกินกว่าคำว่า “น่าตกใจ” ภายหลังการประกาศผล โอเน็ต หรือวิชาพื้นฐาน เอเน็ต ว่าเด็กไทยสอบตกทั้งประเทศ อีกทั้งวิชาที่สำคัญเป็นพื้นฐานคะแนนยังต้อยต่ำสุดๆ

การออกข้อสอบยากมากเหมือนกับข้อสอบแข่งขันโอลิมปิก บางคำถามต้องตอบตัวเลือกให้ถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ข้อสอบจากที่เคยเป็นปรนัยปีนี้กลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละครึ่งๆ แถมยังให้เวลาน้อยนิด

เด็กหลายคนเลือกทำอัตนัยแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงลดลงเลย ประเด็นสำคัญที่โดนพูดถึงคือ การออกข้อสอบโดยอาจารย์สาธิต ซึ่งเป็นแนววิเคราะห์มาก ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้เรียนสาธิตก็สอบตกหมด อาจารย์ไม่สนใจในการสอนเพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำภารกิจส่วนตัวเรื่องเลื่อน วิทยฐานะครู ทำให้คุณภาพการสอนในห้องเรียนไม่มี เด็กส่วนใหญ่ก็หันไปทุ่มเงินเรียนพิเศษ แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะมีเงิน

“ถ้าให้พูดตรงๆ ถ้าไม่เรียนพิเศษหนูและเพื่อนๆ ก็ไม่ติดหมอหรอก แต่ถามจริงๆ มันไม่มีเด็กคนไหนอยากเรียนพิเศษถ้าครูในห้องตั้งใจสอนไม่ได้กั๊กเอาไว้และ แนะนำให้เราไปเรียนพิเศษปกติเรียนวันละ 8 ช.ม.ไปเรียนพิเศษถึง 2 ทุ่มกว่าจะกลับบ้าน กินข้าว อาบน้ำ ทำการบ้านเสร็จ ตี 1 อึดๆ ทึกๆ เพื่อรับมือกับข้อสอบที่ออกมายากๆ โรงเรียนก็มีมาตรฐานไม่เท่ากัน เด็กก็รวยจนไม่เท่ากันเงินเรียนพิเศษก็ไม่มีแล้วกระทรวงศึกษา สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ทำอะไรบ้างไหม ก็เปล่า…?”

เป็นคำพูดที่สะท้อนปัญหาของเหล่านักเรียนได้อย่างดี

ไทยรัฐออนไลน์ หอบเอาความหวังไปถาม รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงวิกฤติการศึกษาไทยทุกวันนี้ว่าใคร สิ่งไหน คือจุดอ่อนการศึกษาของประเทศไทย

Q : ในฐานะคนที่คลุกคลีด้านการศึกษามา ดูผลประกาศว่าเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศแล้วรู้สึกอย่างไร

A : จริงๆ มันตกร่วงมา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการปฏิรูปรอบแรกกับปฏิรูปรอบนี้ แล้วผลที่ออกมาถามว่าสะท้อนอะไรผมมองว่ามันคือการวัดผลประเทศเรานี้ คือการสอบเป็นกระบวนการที่สอบแล้วไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรประการแรกเลย เด็กจึงไม่ตั้งใจสอบ เพราะคิดว่าสอบไปทำอะไร ถึงสอบตกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญ สอบตกก็ไม่เลื่อนชั้น

อีกอย่างบ้านเรามันใช้วิธีการจับฉลากเข้าเรียนแล้ว การสอบมันเยอะเกินไป คืออย่างปีนี้ ตารางสอบโอเน็ตกับแกทแพทห่างกันไม่มาก คนจึงหันไปทุ่มกับแกทแพท เพราะเวลาเข้ามหาวิทยาลัยต้องใช้คะแนนนี้ถึง 50% ขณะที่โอเน็ตใช้เพียง 30% และเป็นข้อสอบที่มีเนื้อหาอยู่ในหลักสูตร ไม่จำเป็นต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม เฉพาะที่เรียนในห้องเรียนก็น่าจะทำได้เลยไม่ค่อยตั้งใจสอบคะแนนโอเน็ตใน ภาพรวมก็เลยออกมาต่ำ

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมองก็คือว่าปีนี้ข้อสอบเปลี่ยนฉะนั้นเราจะเห็นว่าเด็กที่ จะสอบภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ 3 ชั่วโมง 3 วิชา มันจะสอบภาษาไทยกับสังคม แล้วภาษาอังกฤษมันจะทิ้ง ทำให้คะแนนภาษาอังกฤษออกมาแบบที่เห็นก็คือตกมากมาย สทศ. เริ่มมีแนวข้อสอบที่หลากหลาย บางคำถามต้องตอบถูกถึง 2 ข้อถึงจะได้ 1 คะแนน ส่วนข้อสอบที่เคยเป็นปรนัยมาปีนี้กับปีที่แล้วกลายเป็นปรนัย-อัตนัยอย่างละ ครึ่งๆ แล้วก็จำกัดเวลา หลายคนจึงเลือกทำอัตนัยก่อนแล้วทิ้งปรนัยคะแนนจึงห่วยอย่างที่เห็น

Q : อาจารย์กำลังบอกว่าข้อสอบแปลกๆ ของ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) ก็มีส่วนทำให้ผลลัพธ์ออกมาแบบที่คนช็อก คือสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศ…?

A : ใช่ เรื่องข้อสอบ ประเด็น กระบวนการสอบ เหล่านี้ก็มีผล แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีผลคือกลุ่มคนที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์ โรงเรียนสาธิตทั้งหมด อาจารย์จากโรงเรียนอื่นๆ ไม่มีส่วนในการออกข้อสอบนะครับ เพราะฉะนั้นข้อสอบมันจึงยาก (เน้นเสียง) ข้อสอบเป็นลักษณะในเชิงวิเคราะห์มาก ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรงเรียนสาธิต เด็กสาธิตจึงทำได้ไม่บ่น แต่เด็กโรงเรียนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะเน้นความรู้ความจำ เน้นเรียนจากหนังสือ ไม่เน้นวิเคราะห์ ข้อสอบที่ออกมาจึงมันขัดแย้งกับตัวเด็ก แล้วตัวผู้ออกข้อสอบนั้นก็ไม่ได้สอนเด็กส่วนใหญ่ของประเทศด้วย อันตรายมากๆ

Q : แล้วอาจารย์ที่ออกข้อสอบเหล่านี้ใครเป็นคนคัดเลือก

A : สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) กำหนดว่าต้องเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิต ฉะนั้นกลุ่มผู้ออกข้อสอบกับเด็กที่สอบนี้ไม่ใช่ครูและนักเรียนโดยตรง อีกปัญหาหนึ่งที่เห็นจากการลงภาคสนามของผมมาตลอด ผมลงไปทำเรื่องสภาเด็ก ทำเรื่องเยาวชนมากมาย พวกเขาบอกว่าเด็กๆ กังวลมากว่าอนาคตข้างหน้า ครูบาอาจารย์จะทิ้งเด็กไม่สอนหนังสือ ไม่ทุ่มเท จ้ำจี้ จ้ำชัยเหมือนแต่ก่อน มัวแต่ไปทำเรื่องส่วนตัวกันหมด ดังนั้นสิ่งที่เราเห็นก็คือที่ผ่านมาครูจะเจริญก้าวหน้าเงินเดือนสูงมาก แต่คุณภาพเด็กกลับตกต่ำ

ฉะนั้นการออกแบบเรื่องทำวิทยฐานะในสมัยรัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์ เป็นการหลงทางครั้งใหญ่ของประเทศ ทำให้ครูเนี่ยเอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำเรื่องวิทยฐานะกันหมด จึงไม่มีคนใส่ใจคุณภาพเด็ก ผมถามว่าวันนี้เด็กตกกันทั้งประเทศยังไม่มีใครมารับผิดชอบ ไม่มีบทลงโทษ และผลที่เกิดออกมากับ สทศ. (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ) สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) เวลาที่มันวัดผลเกิดขึ้นมาไม่ได้มีการเอาไปใช้ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพ เด็ก ต่างคนต่างอยู่ต่างยึดกฎหมาย ยึดสถาบัน ยึดองค์กรตัวเอง “กูมีหน้าที่สอบกูก็สอบ กูมีหน้าที่ออกข้อสอบ เด็กมึงตกมันก็ไปรับผิดชอบกันเอง”

Q : ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน

A : ใช่ มีแต่ครูจะได้ซีเพิ่มขั้น แต่เวลาเด็กตกไม่มีใครมารับผิดชอบอะไรเด็กเลย

Q : หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการออกข้อสอบแปลกๆ แบบนี้เกินหลักสูตรไปไหม

A : จริงๆ มันก็ไม่เกินหลักสูตรหรอก แต่ว่า มันเป็นข้อสอบที่ยากกว่าเด็กปกติ เป็นข้อสอบในเชิงวิเคราะห์ แต่ถ้ามองข้อสอบดีในเชิงวิเคราะห์ก็แปลว่าคนไทยได้คิดมากขึ้น

Q : แต่ว่าเราไม่ได้สอนเขาแบบนั้น

A : มันก็ไม่เป็นธรรม อาจารย์ที่ออกเขาเอามาตรฐานเด็กโรงเรียนสาธิต ให้คิดวิเคราะห์ทุกวันวิพากษ์วิจารณ์อะไรๆ มันฝึกตลอด พอคุณเอาวิธีวิธีการสอนเด็กกลุ่มหนึ่งมาวัดเด็กกลุ่มหนึ่งมันจึงไม่ยุติธรรม

Q : ทางแก้ไขคือ

A : ดีที่สุดก็คือ ยุบ สทศ. ยุบ สมศ. ไปเถอะรำคาญ คือเมื่อคุณวัดขึ้นมาแล้วมันไม่ใช่ประโยชน์ ถ้าวัดออกมาแล้วเครื่องมือไม่สอดคล้องและมันใช้งบประมาณมากก็ยุบไปเถอะเสีย เงินเปล่าๆ

Q : การเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยมีผลไหม

A : มีครับ มันทำให้ข้าราชการระดับสูงนี้ใส่ใจเรื่องคุณภาพ มันก็มัวแต่ตามนโยบายลมเพลมพัด นโยบายไฟไหม้ฟาง นโยบายของตัวเอง ฉะนั้นจึงไม่ทุมเท ก็ไปใส่ใจในตัวนโยบายเฉพาะกิจหรือนโยบายส่วนตัวของรัฐมนตรี คุณภาพเด็กที่ลงไปบริหารกับครูในโรงเรียนมันก็ลดน้อยลง

ความเอาจริงเอาจังก็มันหายไปเยอะ การตรวจราชการ การติดตามเอาใจใส่อะไรพวกนี้ ข้าราชการส่วนกลาง ดังนั้นผมเสนอให้มีการคาดโทษอย่างหนักกับคนทำให้ผิดพลาดแต่นี่ไม่มี ทั้งๆ ที่ผลออกมาเด็กสอบโอเน็ตตกทั้งประเทศมันต้องรับผิดชอบกันทั้งกระทรวง แล้วผลออกมาใครรับผิดชอบ ไม่มี จริงๆแล้วผู้ใหญ่ต้องเป็นคนรับผิดชอบผมเสนอว่าทางออกคือต้องเอาผลการประเมิน ระดับโรงเรียนไม่ว่า สทศ. สมศ. และนำคะแนนเป็นตัวตั้ง มาจัดกลุ่มกัน กลุ่มนี้ต้องแก้ไขปรับปรุงมาก กลุ่มแก้ไข กลุ่มปานกลาง กลุ่มดี พอรู้ปัญหาก็ระดมคน สื่อการเรียนการสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ลงไปช่วยเหลือเด็กห้องต่างๆ อย่างทั่วถึงและเป็นระบบ

2554 คำถามที่ต้องการคำตอบ เมื่อเด็กสอบโอเน็ตตกทั่วประเทศ…?

1.กระทรวงศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้องรู้ไหมว่าสาเหตุหลักที่เด็กสอบโอเน็ต หรือวิชาพื้นฐานตก เพราะวันนี้ในโรงเรียนเน้นทำการบ้านส่ง 70-80 % แต่ว่าการสอบจริงในห้องเรียนมีแค่ 20-30 % เท่านั้น คำถามก็คือวันนี้เด็กได้รับการฝึกฝนในการทำข้อสอบมาเพียงพอหรือเปล่า ถ้าไม่พอแล้วทำไมไม่เพิ่มเติม

2.คำถามก็คือ เมื่ออยากรู้ว่าครูมีคุณภาพไหมทำไมไม่เอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์เทียบกับเด็กจะ ได้รู้ไปเลยว่าครูมีความรู้พอที่จะสอนหรือเปล่า ซึ่งมันจะสะท้อนได้ว่า ถ้าคุณครูคะแนนต่ำกว่าเด็ก 1.สถาบันผู้สอนต้องล้มเหลวแน่ ๆ 2.วิธีการสอนต้องล้มเหลวแน่ๆ 3.ถ้าเอาครูมาสอบเอ็นทรานซ์แล้วครูคะแนนไม่ดีมันก็ยืนยันความล้มเหลวแน่ๆ ดังนั้นจะได้รู้ว่าอะไรคือราก จุดอ่อนของการศึกษาเมืองไทยที่ล้มเหลวเสมอๆ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

3.ทำไมนโยบายการศึกษาเรามักจะสนับสนุนให้คนเก่ง เรียนแพทย์ เรียนวิศวะแต่สนับสนุนให้คนไม่มีทางเลือกไปเรียนครู ซึ่งครูทำหน้าที่ผลิตครูก็คืออาจารย์ในสถาบันราชภัฏต่างๆ แล้วคนผลิตก็ไม่ฉลาด คนถูกผลิตก็ไม่ฉลาด ขบวนการผลิตก็ไม่ฉลาด แล้วกระบวนการจัดการเรียนการสอนก็ไม่ฉลาด ประชากรศึกษาที่มีความรู้ก็รู้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผู้มีส่วนรับผิดชอบทำอะไรบ้างหรือยัง

4.ทำไมไม่กำหนดก่อนว่าข้อสอบจะประเมินอะไรของเด็กที่จะเข้ามาเรียน เหมือนกับที่สถาบันศึกษาจากต่างประเทศที่มีการทดสอบที่มีประสิทธิภาพนัก เรียนเพื่อจะได้รู้ทิศทางความถนัดและความชื่นชอบเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก ให้ถูกต้องและตรงทิศทาง

5..ย้อนหลังกลับไป 15 ปีที่แล้วมีการสอบเอ็นทรานซ์เพียงแค่ครั้งเดียว กล่าวคือสอบได้ก็ได้ สอบไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ตก ไม่เหมือนวันนี้ที่ต้องผูกชะตาชีวิตเด็กขึ้นกับครู และระบบแอดมิดชั่นใช้เกรด+กับการสอบ และคำถามใหญ่สุดท้ายก็คือครูทุ่มเทใช้จิตวิญญาณสอนอย่างเต็มทีได้แค่ไหน…?

นี่คือคำถามเสี้ยวจากที่ไทยรัฐออนไลน์ประมวลมาจากผู้รู้มากมาย นอกจากต้องการคำตอบแล้ว ยังต้องการผู้รับผิดชอบเมื่ออนาคตของชาติสอบวิชาพื้นฐานตกทั้งประเทศ ด้วย…?

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

เผย​โอ​เน็ต​ไม่​ถึง​เกณฑ์​หลุด​แพทย์ 14 คน

April 10th, 2011

เผย​โอ​เน็ต​ไม่​ถึง​เกณฑ์​หลุด​แพทย์ 14 คน มากกว่าปีที่แล้ว 2 คน กสพท.​แนะ​สาย​ตรง​คณะแ​อด​มิชชั่น​กลาง สทศ.​แจง​ผล​สอบ​วิทย์​ ม.6 …

ภายหลัง​การ​ประกาศ​ผล​สอบ​แบบ​ทดสอบ​ทางการ​ศึกษา​แห่งชาติ​ขั้น​พื้นฐาน หรือ​โอ​เน็ต ชั้น ​ม.6 แล้ว กลุ่ม​สถาบัน​แพทยศาสตร์​แห่งประเทศไทย ซึ่ง​ได้​ประกาศ​ราย​ชื่อ​ผู้​ผ่าน​การ​คัดเลือก​วิชา​เฉพาะ​ทางการ​แพทย์​ไป​เรียบร้อย​แล้ว แต่​หาก​คะแนน​โอ​เน็ต​ไม่​ถึง​ร้อย​ละ 60 ก็​ถือว่า​ไม่​ผ่าน​การ​คัดเลือก​เข้า​เรียน​ต่อ​คณะ​แพทย์​นั้น ศ.​นพ.อาวุธ ศรี​ศุก​รี ประธาน กสพท. เปิดเผย​ว่า ใน​ปี​นี้​มี​นักเรียน​ได้​คะแนน​โอ​เน็ต​ไม่​ถึง​ร้อย​ละ 60 ซึ่ง​ถือว่า​ไม่​ผ่าน​เกณฑ์​การ​คัดเลือก จำนวน 14 คน มาก​กว่า​ปี​ที่​แล้ว 2 คน กสพท.​คง​ต้อง​กลับ​มา​ดู​อีก​ครั้ง​ว่า ​สาเหตุ​เป็น​เพราะ​อะไร​ และ​จำเป็น​หรือ​ไม่​ที่​จะ​ปรับ​คะแนน​สอบ​รวม​โอ​เน็ต​ลง แต่​ปีการศึกษา 2554 ไม่​ปรับ​แน่นอน เพราะ​ได้​ประกาศ​ล่วงหน้า​ให้​เด็ก​ทราบ​แล้ว ตน​รู้สึก​เสียใจ​กับ​เด็ก​ที่​คะแนน​โอ​เน็ต​ไม่​ถึง​ตาม​เกณฑ์​ที่​ กสพท. กำหนด และ​ถือว่า​ขาด​คุณสมบัติ​การ​เข้าเรียน​แพทย์ แต่​เด็ก​ยัง​สามารถ​ไป​แ​อด​มิชชั่น​กลาง หรือ​กลับ​ไป​ติดต่อ​กับ​ทาง​คณะ​ที่​ติด​สัมภาษณ์​ว่า​จะ​สามารถ​ยืดหยุ่น​หลักเกณฑ์​และ​พอ​จะ​มี​ที่​ว่าง​หรือ​ไม่ เพราะ​การ​รับ​ใน​รอบ​ที่ 3 นี้กสพท. จะ​ไม่​เข้าไป​ยุ่ง​เกี่ยว ปล่อยให้​เป็น​อำนาจ​ของ​แต่ละ​คณะ​พิจารณา​เองรศ.​ดร.​สัมพันธ์ พันธุ์​พฤกษ์ ผอ.​สถาบัน​ทดสอบ​ทางการ​ศึกษา​แห่งชาติ กล่าวถึง​กรณี​มี​ข่าว​เด็ก​เครียด​จะ​ฆ่า​ตัว​ตาย​เพราะ​คะแนน​โอ​เน็ต​ต่ำ​ว่า อยาก​ให้​ทุก​ฝ่าย​ช่วย​กัน​ดูแล​เด็ก​อย่าง​ใกล้​ชิด​และ​ให้​คำ​แนะนำ

ทั้งนี้​การ​ที่​เด็ก​ได้​คะแนน​โอ​เน็ต ต่ำ​ไม่ได้​มี​เพียง​คน​เดียว  ยัง​มี​คน​อีก​จำนวน​มาก​ที่​ได้​คะแนน​โอ​เน็ต​ต่ำ และ​การ​ศึกษา​ต่อ​ใน​มหาวิทยาลัย​ก็​เปิด​กว้าง​เพราะ​เรา​มี​มหาวิทยาลัย​รัฐ​กว่า 200 แห่ง รวม​ทั้ง​มหาวิทยาลัย​เปิด​และ​มหาวิทยาลัย​เอกชน ส่วน​กรณี​ผู้​ปกครอง​และ​นักเรียน​สอบ​ถาม​เกี่ยว​กับ​คะแนน​สอบ​โอ​เน็ต ม.6 วิชา​วิทยาศาสตร์ ซึ่ง​ได้​คะแนน​เป็น​จุดทศนิยม​นั้น  ตน​ได้​ตรวจสอบ​แล้ว​พบ​ว่า ข้อสอบ​วิทยาศาสตร์ม.6จำนวน 10 ข้อ กำหนด​ไว้​ว่า​ต้อง​ตอบ​ให้​ถูก 2 ข้อ ได้ 2 คะแนน หาก​ตอบ​ถูก 1 ข้อ จะ​ได้ 0.5 คะแนน ซึ่ง​เป็น​เกณฑ์​ของ​ผู้​ออก​ข้อสอบ​ได้​กำหนด​ไว้​ตั้งแต่​แรก นอกจาก​นี้ สทศ. พิจารณา​แล้ว​เห็น​ว่า  จะ​เลื่อน​วัน​ตรวจ​กระดาษ​คำ​ตอบ​โอ​เน็ต​ ม.6 เป็น​วัน​ที่ 19 เม.ย.​นี้ เพื่อ​ให้​สอดคล้อง​กับ​การ​สมัคร​แ​อด​มิชชั่น.

ข่าวการศึกษา ที่มา ไทยรัฐ

แจ้ง 9-10เม.ย.54 รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ได้ที่ สพป.เขต 1 ทั่วประเทศ

April 9th, 2011

9-10 เม.ย.54 รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

ตรวจสอบรายชื่อและขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ และบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภา

นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบวิชาชีพในการสมัครทดสอบแข่งขันเป็นเป็นข้า ราชการครูในขณะนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ส่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ และบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภาไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ทุกจังหวัดทั่วประเทศแล้ว

ขอให้ท่านตรวจสอบ รายชื่อและขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ และบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภาได้ที่ เจ้าหน้าที่คุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งประจำอยู่ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 และวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน 2554 จากนั้นขอรับในวันและเวลาราชการ หากมีการแก้ไขข้อมูลขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่คุรุสภาเขตพื้นทื่การศึกษาเพื่อแก้ไขต่อไป

ที่มา http://www.ksp.or.th/ksp2009/th/news/detail.php?NewsID=2431&Key=informationnews