Archive for the ‘Uncategorized’ category

บอร์ด​คุรุ​สภา​ไฟ​เขียว​ใบ​วิชาชีพ​ครู 12 สถาบัน

April 9th, 2011

ใช้กล้องส่องผ่าตัด'น้องนำโชค'เด็กไร้รูทวาร

January 11th, 2011


Pic_140387


สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ เตรียมใช้กล้องส่องผ่าตัด ‘น้องนำโชค’ เด็กชายไร้รูทวาร แพทย์เผยไม่ใช่เรื่องใหม่พบเด็กไม่มีรูทวารปีละกว่า 50 ราย…

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเยี่ยม ด.ช.นำโชค ศรีสุกใส อายุ 10 เดือน ซึ่งไม่มีรูทวารหนักตั้งแต่เกิด ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี ว่า ตามเกณฑ์ปกติทั่วไป แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดรูทวารหนักได้ ก็ต่อเมื่อเด็กอายุ 1 ขวบ หรือ มีน้ำหนักเกิน 10 กิโลกรัมขึ้นไป แต่กรณีน้องนำโชค ขณะนี้ มีน้ำหนักเพียง 6.7 กิโลกรัม และ มีอายุเพียง 10 เดือน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีปัญหาต่อการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่จะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งแพทย์เจ้าของไข้จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะผ่าตัดได้เมื่อไหร่ เบื้องต้นคาดว่า หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และสุขภาพของน้องนำโชคเป็นปกติ ก็จะผ่าตัดให้ภายในสัปดาห์นี้

ด้าน นพ.ทองขาว รัตนสุวรรณ แพทย์เชี่ยวชาญพิเศษด้านศัลยกรรมเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ การแก้ปัญหาในเบื้องต้น โดยเฉพาะกรณีที่เด็กไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ เนื่องจาก ไม่มีรูทวารหนัก แพทย์ได้เจาะช่องท้อง และ เจาะลำไส้ใหญ่ เพื่อเปิดทางให้อุจจาระที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ออกมาทางหน้าท้องได้ชั่วคราวแต่การผ่าตัดครั้งนี้ จะเป็นการผ่าตัดเปิดรูทวารหนัก ในขณะเดียวกันก็จะผ่าตัดดึงลำไส้ใหญ่ช่วงล่าง ให้ลงมาอยู่ที่รูทวารหนักที่เจาะ เพื่อจะเตรียมถ่ายอุจจาระในอนาคต เมื่อแผลทั้งหมดหายแล้ว ก็จะปิดรูที่ช่องท้อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถถ่ายอุจจาระทางทวารหนักที่เจาะใหม่ได้ ก็จะเหมือนคนปกติทั่วไป โดยการผ่าตัดครั้งนี้ จะนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ามาช่วย โดยจะผ่าตัดผ่านทางกล้อง ซึ่งจะไม่ใช้ระบบการผ่าตัดทั่วไปที่ต้องผ่าหน้าท้องกรีดลงมายาว การผ่าตัดผ่านทางกล้อง จะเจาะรูนิดเดียว เพื่อใส่กล้องลงไป ผู้ป่วยจะไม่เจ็บมาก และใช้เวลาผ่าตัด 4-5ชั่วโมง คาดว่าจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 3 เดือน

นพ.ทองขาว กล่าวด้วยว่า สำหรับเด็กที่ไม่มีรูทวารหนักพบมากเป็นอันดับ 2 ของความพิการตั้งแต่กำเนิดที่เข้ารักษาในสถาบันสุขภาพเด็กฯ โดยพบปีละ 40-50ราย โดยมี 3 ชนิด คือ แบบต่ำ กลาง และ สูง ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นชนิดต่ำ และ กลาง ส่วนใหญ่จะผ่าด้วยมีด คือ ผ่าเข้าก้นอย่างเดียวก็สามารถดึงลำไส้ใหญ่ได้ แต่ในรายของน้องนำโชค เป็นแบบชนิดสูง ต้องใช้วิธีผ่าตัดเข้าทางหน้าท้อง เพื่อจะไปดึงลำไส้ใหญ่ ซึ่งวิธีการผ่าตัดผ่านทางกล้อง จะทำให้มีแผลขนาดเล็ก การฟื้นตัวจะเร็ว หลังจากผ่าตัดเปิดรูทวารหนักแล้ว จะต้องมีการฝึกกล้ามเนื้อควบคุมการขับถ่าย โดยเฉพาะการฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา เนื่องจาก การกลั้นอุจจาระจะไม่สมบรูณ์เท่าคนปกติ และ เด็กกลุ่มนี้จะขับถ่ายบ่อยกว่าคนปกติ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาฝึกเป็นปีขึ้นอยู่กับผู้ดูแล

สำหรับ ด.ช.นำโชค ได้รับการผ่าตัดให้ถ่ายอุจจาระทางหน้าท้องด้านขวา (Colostomy) เมื่อ15 กุมภาพันธ์ 2553 ค่าใช้จ่าย 27,000 บาท แต่ไม่เก็บค่ารักษาเพราะผู้ป่วยใช้สิทธิรักษาฟรี ในโครงการหลักสุขภาพถ้วนหน้า แพทย์นัดติดตามผลอีก 6 เดือน เมื่อ 20 สิงหาคม 2553 เพื่อประเมินสุขภาพ น้ำหนักและวางแผนทำผ่าตัดเปิดรูทวารหนักที่ก้น นัดนอนโรงพยาบาล 7 ธันวาคม 2553 แต่ญาติขอกลับบ้านก่อนและขอมานอนโรงพยาบาลในวันที่ 10 ม.ค.เพื่อที่จะทำการผ่าตัดเปิดรูทวารหนักและเลาะดึงลำไส้ใหญ่เอามาเชื่อมกับรูทวารที่เจาะให้

Credit: ไทยรัฐออนไลน์

แมลงวันทอง ภัยเกษตรกร ศัตรูพืชตัวร้าย ที่หวาดกันทั้งโลก

January 11th, 2011


Pic_140306


แมลงวันทองช่วงโตเต็มวัย.

เมื่อหลายวันก่อน คุณจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้แจ้งข่าวให้กับทีมงาน “หลายชีวิต” ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไปนั้น บ้านเราจะหยุดส่งผักผลไม้อย่างกะเพรา โหระพา พริก มะเขือขื่น ผักชีฝรั่ง ฯลฯ ไปยัง สหภาพยุโรป (EU) ชั่วคราว

…ต้นสายปลายเหตุนั้นก็เพราะว่า หลังตลาดปลายทางสุ่มตรวจสินค้าที่ส่งออกไปนั้น พบว่ายังมีภัยร้ายของเกษตรกรติดเข้าไปหลายชนิด ซึ่งหนึ่งในนี้ก็คือ “แมลงวันผลไม้” หรือ “แมลงวันทอง” ที่ชะแว้บ แอบแฝงติดไปด้วย…

“แมลงวันทอง” Bactrocera dorsalis (Hendel) เป็นศัตรูที่สำคัญของพืชผักผลไม้ คาดว่า มีมากกว่า 800 ชนิดที่พบในเขตภาคพื้นทวีปเอเชีย และกระจัดกระจายอยู่ในเขตหนาว เขตอบอุ่น และเขตร้อน เข้าทำลายทุกส่วนของพืชได้ไม่ว่าจะเป็นส่วนดอก ใบ ลำต้น รวมทั้งราก ในผลไม้ที่มีเปลือก บางหรืออ่อนนุ่ม เช่น ฝรั่ง ชมพู่ มะม่วง พุทรา กระท้อน มะเฟือง น้อยหน่า และ ไม้ผลชนิดต่างๆ มากกว่า 50 ชนิด

…ล้วนเป็นพืชอาศัยของแมลงวันผลไม้ทั้งสิ้น ซึ่งพวกมันสามารถขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณประชากรจากพืชอาศัยชนิดต่างๆ ในแต่ละท้องถิ่นได้เกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน การแพร่ขยายพันธุ์ของมันนั้นนับเป็นอุป– สรรคต่อเกษตรกรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากทำให้ผลผลิตเสียหายเน่าเสียแล้ว ยังเป็นปัญหาต่อการส่งออกผลผลิตไปยังกลุ่มประเทศที่มีกฎหมายกักกันพืชเข้มงวด เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รวมทั้งอียู

ศัตรูตัวร้าย! เคลื่อนไหวค่อนข้างช้า หาอาหารในเวลาเช้า ชอบหลบตามร่มเงาในเวลาบ่ายหรือเวลาแดดร้อนจัด ผสมพันธุ์ในเวลาเย็นตอนพลบค่ำ วางไข่ในเวลากลางวัน โตเต็มวัย มีสีน้ำตาลปนดำ แดง แถบสีเหลืองที่ส่วนอก ปีกบางใสสะท้อนแสง ช่วงวัยนี้กินน้ำหวาน โปรตีน วิตามิน ที่มีในสิ่งขับถ่ายของแมลง และน้ำยางจากแผลต้นไม้เป็นอาหารเพื่อใช้ประทังชีวิตประมาณ 10 วัน หลังออกจากดักแด้ จึงเริ่มวาง ไข่ เฉลี่ยวันละ 50 ฟอง ลักษณะสีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม ผิวเป็นมัน สะท้อนแสง รูปร่างคล้ายผลกล้วย อาศัยอยู่ในผลไม้เพียง 2-3 วัน จะกลายเป็น หนอน ระยะนี้ สีลำตัวจะต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลไม้ที่ชอนไชอยู่ โตเต็มที่มีสีขาวทึบแสง รูปร่างกลมยาวรี หัวแหลม ท้ายป้าน ไม่มีขา เคลื่อนที่ด้วยการยืดหดลำตัว รวมทั้งใช้วิธี “ดีดกระเด็น” ที่แต่ละครั้งจะไปได้ไกลประมาณ 30 เซน-ติเมตร เพื่อหาทำเลที่พักพิงที่เหมาะสมสำหรับ เข้าสู่ดักแด้ตามพื้นดินลึกประมาณ 2–5 เซนติเมตร ประมาณ 10-12 วัน จึงขึ้นมาสู่โลกภายนอกพร้อมปีกที่งอกใหม่

….พวกมันสามารถวางไข่ได้ ตลอดอายุ 90 วันที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกกลมๆใบนี้ ระยะโตเต็มวัยเป็นระยะเดียวที่เกษตรกรสามารถกำจัดแมลงนี้ได้ หากทำการพ่นสารฆ่าแมลงให้ถูกตัว หรือทำการพ่นเหยื่อพิษล่อแมลงวันผลไม้…

แต่วิธีนี้ “เกษตรกรหัวก้าวหน้า” ในบ้านเราเลิกใช้มาค่อนข้างนาน ส่วนหนึ่งนอกจากต้องการลดต้นทุน ยังเป็นการยกระดับคุณภาพผลิตผลให้ได้มาตรฐาน ปลอดสารตกค้าง แล้วหันมาใช้ กับดักสารล่อแมลง ห่อผลด้วยถุงพลาสติก รวมทั้งใช้หลักการชีววิถี คือปล่อยแตนเบียน คู่อริตัวฉกาจ เพื่อเก็บกินไข่แมลงวันผลไม้!!!…

เพ็ญพิชญา เตียว

Credit: ไทยรัฐออนไลน์

สธ.คุมเข้มใช้ยาเสพติดประเภท2 นำร่อง8รายการ

January 11th, 2011


Pic_140412


สธ. คุมเข้มใช้ยาเสพติดประเภท 2 ที่นำมาใช้ในทางการแพทย์ นำร่อง 8 รายการ โดย อย.จะควบคุมการรับ การจ่าย การเก็บรักษา และรายงานต่อคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษทุก 6 เดือน…

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 กำหนดชนิดและจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ที่นำมาใช้ในทางการแพทย์ เช่น ใช้ในการระงับอาการปวดและใช้ในการผ่าตัด และทางวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศประจำปี พ.ศ. 2554 เป็นไปตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยชนิดและจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามประกาศดังกล่าว มีจำนวน 8 รายการ

ประกอบด้วย 1.โคคาอีน (Cocaine) จำนวน 2 กิโลกรัม 2.โคเดอีน (Codeine) จำนวน 700 กิโลกรัม 3.ไดเฟนอกไซเลต (Diphenoxylate) จำนวน 50 กิโลกรัม 4.เฟนทานิล (Fentanyl) จำนวน 2 กิโลกรัม 5.ฝิ่นยา (Medicinal Opium) จำนวน 1,200 กิโลกรัม 6.เมทาโดน (Methadone) จำนวน 100 กิโลกรัม 7.มอร์ฟีน (Morphine) จำนวน 250 กิโลกรัม และ8. เพทิดีน (Pethidine) จำนวน 200 กิโลกรัม โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ควบคุมการรับ การจ่าย การเก็บรักษา และรายงานต่อคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษทุก 6 เดือน.

Credit: ไทยรัฐออนไลน์

ตั้งชุดจับแก๊งปลอมวุฒิผ่านเว็บ

January 10th, 2011


Pic_140189


ประสานไอซีทีเพื่อยุติการโฆษณาขายปริญญาบัตรปลอมทางอินเตอร์เน็ต และตรวจสอบระบบงานทะเบียนและการพิมพ์ปริญญาบัตรของสถาบันอุดมศึกษา…

ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ว่า จากกรณีการโฆษณาขายวุฒิการศึกษาตั้งแต่ประถม มัธยม อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชน ดังนั้น ที่ประชุมมีมติตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการโฆษณาขายปริญญาบัตรปลอม โดยคณะกรรมการฯได้แก่ ผศ.วิชาญ เลิศวิภาตระกูล เป็นประธานกรรมการ ผศ.ปานใจ ธารทัศนวงศ์ รองประธานกรรมการ กรรมการ ได้แก่ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ, ผศ.ธนากร อ้วนอ่อน, ผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ, ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร, ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา, นายวีระชาติ มัตติทานนท์ เป็นกรรมการและเลขานุการ, เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา เป็นผู้ช่วยเลขานุการ โดยมีหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ประกาศโฆษณาขายปริญญาบัตรปลอมทางอินเตอร์เน็ต เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ประสานงานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อยุติการโฆษณาขายปริญญาบัตรปลอมทางอินเตอร์เน็ต และตรวจสอบระบบงานทะเบียนและการพิมพ์ปริญญาบัตรของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยของระบบ.

Credit: ไทยรัฐออนไลน์

วิจัย..แมลงศัตรูมะพร้าว กำจัดเด็ดขาด..โดยชีวินทรีย์

January 10th, 2011


Pic_140113


มะพร้าว…ซึ่งเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกตัวหนึ่ง ในช่วงปี 2552-2553 ที่ผ่านมา…พื้นที่การปลูกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ประสบปัญหาแมลงศัตรูพืชหลายชนิดระบาดเข้าทำลายต้นมะพร้าวอย่างรุนแรง…

…ทำให้ต้นมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง และบางต้นตาย ส่งผลให้ราคา มะพร้าวสูงขึ้น สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าที่จำเป็นจะต้องใช้มะพร้าวเป็นส่วนประกอบของ อาหารคาวหวาน ต้องขึ้นราคาตามไปด้วย

alt="" class="detail-image" />



มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดการสัมมนาพร้อมกับเผยแพร่งานวิจัยและให้ความรู้เกี่ยวกับ “แมลงศัตรูพืชที่เข้าทำลายต้นมะพร้าวและวิธีการใช้ชีวินทรีย์เข้ากำจัดอย่างเด็ดขาด” เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น ณ ห้องประชุมกำพล อดุลย์วิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร ปลายเดือนธันวาคม 53

alt="" class="detail-image" />



รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า ศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ ได้ดำเนินการ วิจัยแมลงศัตรูมะพร้าว ประกอบด้วย แมลงดำหนามมะพร้าว Brontispa longissima หนอนหัวดำ Opisina arenosella หนอนร่านพาราซ่า Parasa lepida ที่ระบาดรุนแรงในพื้นที่ปลูกมะพร้าวเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์

ในการดำเนินงานควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวทั้ง 3 ชนิด เกษตรกรและ ผู้เกี่ยวข้องควรรู้จักชีววิทยา ลักษณะการทำลาย และ ศัตรูธรรมชาติ ของแมลงศัตรูพืชดังกล่าว เพื่อจะได้เลือกใช้วิธีการควบคุมและการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวและไม่มีผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือ การควบคุมโดยชีววิธี ด้วยการ ใช้แมลงตัวห้ำ แมลงตัวเบียน และ เชื้อจุลินทรีย์

alt="" class="detail-image" />



…ศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ ได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยาของแมลงศัตรูมะพร้าวทั้ง 3 ชนิด โดย แมลงดำหนามมะพร้าว เป็นแมลงศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อมมากที่สุดเนื่องจากบริเวณที่เกิดการระบาดล้วนเป็นแหล่งธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยว การใช้สารเคมีกำจัดแมลงอาจก่ออันตรายกับนักท่องเที่ยวได้ จึงควบคุมโดยชีววิธีมาใช้ด้วยการนำ แตนเบียนหนอน Acecodes his pinarum Boucek (Hymenoptera: Eulophidae) จาก ประเทศเวียดนาม เข้ามาใช้ในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่า แมลงหางหนีบ Chelisoches morio F. เชื้อราเขียว Metarhizium anisopliae และ เชื้อราขาว Beauveria bassiana สามารถช่วยลดประชากรของแมลงดำหนามมะพร้าวได้

สำหรับ…หนอนหัวดำ Opisina arenosella Walker เป็นแมลงศัตรูพืชที่เข้าทำลายต้นมะพร้าวจนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง โดยระยะตัวหนอนกัดแทะผิวใบที่คลี่แล้วและใบแก่ และสร้างเส้นใยรวมกับมูลและใบมะพร้าวที่กัดแทะ แล้วสร้างเป็นทางยาวคล้ายอุโมงค์ห่อหุ้มลำตัวไว้ เมื่อเริ่มเข้าดักแด้จะถักเส้นใยหุ้มลำตัวอย่างแน่นหนาติดกับใบมะพร้าวและเข้าดักแด้ภายในนั้นส่วนใหญ่ตัวหนอนเข้าทำลายด้านใต้ใบมะพร้าว…จึงได้นำ แมลงศัตรูธรรมชาติที่สำรวจพบในแปลงปลูกมะพร้าว เช่น แมลงหางหนีบ แตนเบียน และ แมลงช้างปีกใส มาทำลายด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงหนอนหัวดำ

alt="" class="detail-image" />



…และตัวสุดท้าย…หนอนร่านพาราซ่า (Lepidoptera: Limacodidae) เป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญของมะพร้าวและพืชวงศ์ปาล์ม รวมทั้งไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด ซึ่งพบการระบาดในพื้นที่ปลูกมะพร้าวอย่างกว้างขวางปี 2552-2553 โดยกัดกินใบมะพร้าวขาดแหว่งเหลือแต่เส้นกลางใบ ถ้าหนอนระบาดรุนแรงจะกัดกินใบเหลือแต่เส้นกลางใบเหมือนไม้กวาด ผลการวิจัย…แมลงศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ มวนตัวห้ำ เข้าทำลายระยะหนอน ส่วน แตนกาเหว่า และ แมลงวันก้นขน เข้าทำลายระยะดักแด้…

เมื่อผลวิจัยทั้งหมดสำเร็จแล้ว ทางศูนย์ยังได้ดำเนินการ…เพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูมะพร้าว ได้แก่ มวนตัวห้ำ แตนเบียนหนอน และ แมลงหางหนีบ รวมทั้งยังเพาะ เชื้อราเขียว และ เชื้อราขาว ซึ่งศัตรูธรรมชาติดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อควบคุมแมลงศัตรู มะพร้าวที่กำลังระบาดอย่างเด็ดขาดทันที…!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

Credit: ไทยรัฐออนไลน์

ซัด รร.กวดวิชา 'รวยเห็นแก่ตัว' มักง่าย เปิดวิดีโอ ขายตำรารีดค่าเรียนหฤโหด

January 10th, 2011


Pic_139702


เห็นด้วยขึ้นภาษี แนะคุมราคาค่าสอนหวั่นรีดเงินเด็ก แฉกวดวิชาหัวหมอเน้นจ่ายให้น้อยแต่ได้หนัก มักง่ายเปิดวิดีโอสอน สถาบันสอนวิชาต่างประเทศขายหนังสือ แล้วให้ครูฝรั่งมาคุมโปรแกรม แต่รีดเงินค่าคอร์สหลักแสน ด้านโรงเรียนกวดวิชารายกลาง-เล็ก วอนเหวี่ยงแหครูจนตายแน่…

สั่นสะเทือนไปทั้งวงการ หลังดำริกึ่งแฉ ของประธานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และกำหนดให้กระทรวงการคลังพิจารณากำหนด และการจัดเก็บภาษีจากโรงเรียนกวดวิชา เนื่องจากได้รับร้องเรียนเกี่ยวกับโรงเรียนสอนกวดวิชาว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีและกำกับดูแลโรงเรียนสอนกวดวิชา ปล่อยให้โรงเรียนเหล่านี้หลีกเลี่ยงการเสียภาษีให้รัฐเป็นระยะเวลานาน โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับด้านการศึกษา และกรมสรรพากร ทำให้รัฐต้องเสียรายได้จำนวนมาก

สาเหตุที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนิน การเก็บภาษีผู้ประกอบธุรกิจโรงเรียนสอนกวดวิชา เพราะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งหมดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 42 (17) และกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) รวมทั้งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2500 ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้มากว่า 40 ปีซึ่งไม่เหมาะกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลง โดยกล่าวหาว่าโรงเรียนกวดวิชาได้เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการทำกำไร ให้กับเจ้าของโรงเรียนมากขึ้น

ล่าสุด ไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามไปยัง นายอนุสรณ์ ศิวะกุล นายกสมาคมครู และผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนกวดวิชาวรรณสรณ์ (เคมี อ.อุ๊) เจ้าของอาณาจักรพันล้าน ถึงแนวคิดดังกล่าวว่า นอกจากโรงเรียนกวดวิชาจะไม่เคยพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลแล้ว การขยายสาขานั้นไม่ใช่ธุรกิจแฟรนไชส์แบบที่โดนปรักปรำแน่นอน

“ปปช.บอกว่าโรงเรียนกวดวิชาเป็นแฟรนไชส์ จริงๆ การขยายสาขาใหม่ๆ เราทำไปเพราะไม่อยากให้เด็กที่อยู่ต่างจังหวัดต้องเดินทางมาเรียนไกลๆ แต่ถ้าคุณมองว่าเป็นธุรกิจก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าพวกเราก็ไม่ต่างจากโรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนดนตรี โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ ม.เอกชน ถ้าจะเก็บต้องเก็บโรงเรียนเอกชนทุกโรง ไม่ใช่เลือกปฏิบัติแต่โรงเรียนกวดวิชา ถามว่าเราต่างกับโรงเรียนเหล่านี้ตรงไหน ที่ผ่านมาเราให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด ไปเป็นวิทยากรให้ฟรีๆ เป็นติวเตอร์ให้รายการต่างๆ ดังนั้นเมื่อเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาท้ายที่สุดภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นก็ต้องตกไปอยู่ที่เด็กๆ พ่อแม่เด็ก แล้วสิ่งที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างคนที่มีเงินมีโอกาสเข้าแหล่งการศึกษาได้มากกว่า ก็จะกลายเป็นว่ามีช่องว่างที่ห่างอยู่แล้วห่างมากขึ้นไปอีก”

ดังนั้น รัฐบาลจะทำอะไร ก็ต้องมองประเด็นที่ตกไปอยู่ที่ผู้บริโภคเป็นสำคัญ ไม่ใช่มองแค่ช่องทางที่จะได้ภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 4,000 ล้านบาทแบบที่พูดกัน โดยไม่ได้มองปัญหาที่จะตามมา

ขณะที่ นายมนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวถึงประเด็นนี้กับไทยรัฐออนไลน์ว่า เห็นด้วยกับการที่รัฐจะเก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชา

“เมื่อคุณ (เจ้าของโรงเรียนกวดวิชา) วันนี้ก็รวยจะตายอยู่แล้ว พอรัฐจะเก็บภาษีให้เท่าเทียมกันชอบอ้างว่า คุณเสียภาษีแล้วจะเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ปกครอง และกระทบไปยังเด็ก เพราะภาษีเป็นหน้าที่ของคนท

สบร.แนะศูนย์คุณธรรมเปิดช่องทีวี

January 10th, 2011


Pic_140094


ประธานกรรมการบริหารสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ แนะศูนย์คุณธรรมเปิดช่องทีวีคุณธรรม นำเสนอวิธีการทำความดี วิธีส่งเสริมให้คนคิดเป็น ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มช่องทางการเรียนรู้ให้ประชาชน…

นายปราโมทย์ วิทยาสุข ประธานกรรมการบริหารสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) กล่าวว่า จากการที่ตนได้ตรวจเยี่ยมการทำงานและมอบนโยบาย ปี 2554 ให้แก่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) เห็นว่า การทำงานของศูนย์คุณธรรม จะต้องทำอย่างไรก็ได้ที่ให้สังคมคิดเป็น คิดเองได้ โดยเฉพาะในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม นอกจากนี้ ศูนย์คุณธรรมจะต้องเก็บรวบรวมวิธีการทำความดี ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนสรุปผล อาทิ ความซื่อสัตย์ ว่าทำอย่างไรเรื่องดังกล่าวถึงเกิดได้จริงในชีวิตจริง เพื่อให้เด็กและเยาวชน หน่วยงานต่างๆได้ศึกษา ในขณะเดียวกันตนคิดว่าศูนย์คุณธรรม ควรที่จะมีช่องทีวีคุณธรรม คล้ายกับช่องเอสเอ็มอี โดยนำเสนอรายการวิธีการทำความดี วิธีการส่งเสริมให้คนคิดเป็น ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนได้เรียนรู้ด้วย เพราะการพิมพ์เพียงหนังสืออาจจะไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ ศูนย์คุณธรรม จะต้องดำเนินการหาวิธีการให้เด็กรุ่นใหม่คิดเป็น โดยเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม

“ศูนย์คุณธรรมจะต้องเป็นเหมือนน้ำกรด พอหยดไปตรงไหนก็จะเกิดผล ไม่ใช่เป็นเพียงแค่น้ำเปล่าที่หยดไปก็ไม่เกิดผล ซึ่งการส่งเสริมคุณธรรมจะต้องกระตุกสังคม และทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และจะต้องมีวิธีการอธิบายให้สังคม ประชาชน เข้าใจด้วยว่าวิธีการที่เราทำอยู่นั้น ต้องทำอย่างไรถึงเกิดผล” ประธาน สบร.กล่าว.

Credit: ไทยรัฐออนไลน์

สพฉ.หนุนกู้ชีพทำประกันชีวิต คุ้มครอง 2 แสน

January 9th, 2011


Pic_139910


นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล

สพฉ.หนุนหน่วยกู้ชีพทำประกันชีวิต คุ้มครอง 2 แสน แต่จ่ายเบี้ยประกันเพียงปีละ 100 บาท เหตุจลาจลได้ด้วย…

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า สพฉ.ร่วมกับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นความสำคัญของคนกู้ชีพ ที่ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่เสี่ยงภัยอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงเห็นควรให้มีหลักประกันชีวิต ตามโครงการประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อเป็นการสร้างความอุ่นใจ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉิน

“โครงการประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม ถือเป็นโครงการที่ดีและมีประโยชน์มาก เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดกับใครเวลาใด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แม้แต่ผู้กำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยชีวิตผู้อื่น ก็ยังประสบอุบัติเหตุได้โดยไม่ทันตั้งตัว จากเหตุการณ์รถฉุกเฉินของรพ.เหนือคลอง ถูกรถกระบะขับซิ่งลอยข้ามเกาะกลางถนนมาชนเสียหายอย่างหนัก ขณะไปรับผู้บาดเจ็บ ส่งผลให้พยาบาลเสียชีวิต ซึ่งไม่ได้ทำประกันชีวิตเอาไว้ด้วย” นพ.ชาตรี กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินที่ทำประกัน จะได้รับทุนประกันภัย 200,000 บาทต่อคน กรณีเสียชีวิต โดยคนกู้ชีพที่ทำประกัน จ่ายค่าเบี้ยประกันเพียง 100 บาทต่อคนต่อปี และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนค่าเบี้ยประกันอีก 100 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งจะให้คุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก และเงื่อนไขการคุ้มครองครอบคลุมในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ สายตา การรับฟังเสียง การพูดออกเสียง หรือทุพพลภาพถาวร ส่วนโครงการประกันภัยกลุ่มนี้ มีการขยายความคุ้มครองพิเศษกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพจากการขับขี่หรือ โดยสารรถจักรยานยนต์ การถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายร่างกายและการจลาจลด้วย

ทั้งนี้ ในปีพ.ศ.2553 มีผู้ทำประกันภัยแล้วทั้งสิ้น 51,520 ราย และจากการทำประกันภัยครั้งที่ผ่านมา ระหว่างเดือนก.ย.2552 ถึงต.ค.2553 มีผู้ปฏิบัติงานที่ทำประกันภัยเสียชีวิต 43 ราย กรณีอุบัติเหตุจากการขี่รถจักรยานยนต์ 18 ราย กรณีอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์ 12 ราย ถูกฆาตกรรม 5 ราย และอื่นๆ 8 ราย และทุพพลภาพถาวร 2 ราย สูญเสียอวัยวะ 1 ราย ซึ่งทุกรายได้รับเงินคุ้มครองจากการทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม ดังนั้นจึงอยากย้ำว่า การทำประกันชีวิตเป็นสิ่งจำเป็น สพฉ.จึงขอเชิญชวนให้ผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ร่วมทำประกันชีวิต ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนเฉพาะผู้ปฏิบัติงานการแพทย์ฉุกเฉินเท่านั้น โดยผู้ที่สนใจสามารถกรอกข้อมูลเพื่อทำประกันชีวิตได้ที่ http://register.niems.go.th/insurance ภายในวันที่ 20 มี.ค.นี้

Credit: ไทยรัฐออนไลน์

เปิดหนังสือการ์ตูน 'แพทย์แผนไทย' เล่มแรกของไทย

January 9th, 2011


Pic_139913


รมช.สาธารณสุข เผย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ทำหนังสือการ์ตูน ชุด “4 สหายกับขุมทรัพย์ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย” เป็นการ์ตูนเล่มแรกและครั้งแรกของไทย เตรียมแจกวันเด็กฟรี…

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รมช.สาธารณสุข แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือการ์ตูน ชุดความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย ว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ได้จัดทำหนังสือการ์ตูน ชุด “4 สหายกับขุมทรัพย์ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย” นับเป็นการ์ตูนเล่มแรกและครั้งแรกในประเทศไทย ที่นำมรดกภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยชิ้นสำคัญของชาติ มาผลิตร้อยเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทย เป็นภาพการ์ตูน เพื่อใช้เป็นสื่อในการพัฒนาส่งเสริมความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยแบบง่ายๆ แก่กลุ่มเยาวชนไทย ให้รู้จักและเข้าใจภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพและรักษาโรค ตามที่บรรพบุรุษได้สืบทอดมากว่าหลายร้อยปี ขณะนี้ได้จัดพิมพ์แจกฟรีจำนวน 36,000 เล่ม และจะมอบเป็นของขวัญเนื่องในวันเด็กแห่งชาติปีนี้

รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า หนังสือการ์ตูนดังกล่าว มีทั้งหมด 80 หน้า ประกอบด้วยเนื้อหา 5 เรื่อง ดำเนินเรื่องราวเป็นตอนๆ ต่อเนื่องกัน ได้แก่ 1.การเปิดตัวธาตุเจ้าเรือน ซึ่งเป็นทฤษฎีการแพทย์แผนไทย 2.เรื่องสมุนไพรใกล้ๆ ตัว 3.เรื่องอาหารไทย เช่น แกงเขียวหวาน แกงแค ส้มตำ น้ำพริกระกำ น้ำแห้ว น้ำส้ม นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางยารักษาโรคได้ 4.เรื่องการนวดแบบไทยสบาย และ 5. เรื่องการออกกำลังกายด้วยท่าฤาษีดัดตน

สำหรับวันเด็กแห่งชาติในวันเสาร์ที่ 8 ม.ค.นี้ ทุกหน่วยงานร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเด็ก ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมจัดกิจกรรม 2 แห่ง คือบริเวณสนามเสือป่า และเขตพื้นที่ 904 กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จะนำหนังสือเล่มนี้ แจกให้เด็กๆ ฟรี จำนวนไม่จำกัด

Credit: ไทยรัฐออนไลน์