Archive for April, 2010

ครูหลักสูตร 5 ปี

April 28th, 2010

ครูหลักสูตร 5 ปี “สอนเทอมนี้”

การศึกษาชาติเริ่มมีความหวัง สพฐ.เตรียมนำครูสายพันธุ์ใหม่หลักสูตร 5 ปี ชุดแรกที่จบปีนี้กว่า 2 พันคนกระจายตาม รร.ต่างๆ ทั่วประเทศ แต่เน้นจัดลงในภูมิลำเนาเดิมของแต่ละคนก่อน คาดได้รับการบรรจุและลงมือสอนเด็กทันช่วงเปิดเทอมใหม่ปีนี้

» Read more: ครูหลักสูตร 5 ปี

29 โรงเรียน รับเด็ก ม.1 เพิ่ม

April 28th, 2010

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ในปีการศึกษา 2552 โดยวิธีการจับสลากไปแล้วนั้น ปรากฏว่าขณะนี้มีโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ยังมีที่ว่างรับนักเรียนชั้น ม.1 ได้อีก 29 แห่ง ดังนี้

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) กทม. เขต 1 รร.มัธยมวัดธาตุทอง รร.นนทรีวิทยา รร.ไตรมิตรวิทยาลัย รร.พุทธจักรวิทยา รร.มัธยมวัดเบญจมบพิตร รร.มัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ รร.วัดน้อยนพคุณ รร.วัดบวรนิเวศ รร.วัดราชบพิตร รร.วัดราชาธิวาส รร.สระเกศ รร.วัดสังเวช

สพท.กทม.เขต 2 รร.จันทร์หุ่นบำเพ็ญ รร.ดอนเมืองจาตุรจินดา รร.เทพศิรินทร์ร่มเกล้า รร.บางกะปิสุขุมนวพันธ์อุปถัมภ์ รร.ลาดปลาเค้าพิทยาคม

สพท.กทม.เขต 3 รร.ทวีธาภิเศก 2 รร.ทวีวัฒนา รร.พิทยาลงกรณ์พิทยาคม รร.มัธยมวัดดาวคนอง รร.มัธยมวัดดุสิตาราม รร.วัดน้อยใน รร.วัดบวรมงคล รร.วัดประดู่ในทรงธรรม รร.วัดปากน้ำวิทยาคม รร.วัดพุทธบูชา รร.วัดราชโอรส และ รร.สวนอนันต์

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าโรงเรียนระบุว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอต่อ การจัดซื้อหนังสือเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้แจกนักเรียน โดยมีการมองว่าโรงเรียนอาจจะฮั้วกับสำนักพิมพ์ขายหนังสือในราคาแพง นั้น ตนคิดว่าโรงเรียนคงไม่คิดฮั้ว แต่คงเลือกหนังสือที่แพงทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงมีการกำชับกับโรงเรียนว่า ขอให้มีร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายหรือสำนักพิมพ์ ไม่ต่ำกว่า 3 แห่งมาเสนอขายหนังสือเล่มที่โรงเรียนต้องการ เพื่อเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถเลือกซื้อในราคาที่ถูกที่สุด ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่างบฯ ที่จัดสรรให้เพียงพอแน่นอน ถ้าโรงเรียนจัดซื้อตามแนวทางที่ สพฐ.กำหนดไว้ โดยไม่จัดซื้อหนังสือเรียนเป็นชุดที่ขายพร้อมกับแบบเรียนสำเร็จรูป ซึ่งจะมีราคาแพง

ด้าน นายเติบ ใยเจริญ ผอ.สพท.กทม.เขต 1 กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีโรงเรียนใดใน สพท.กทม.เขต 1 ขอขยายจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนเป็น 50 คนมาเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ระหว่างการเกลี่ยนักเรียนที่พลาดจากการสอบ และการจับฉลากไปยังโรงเรียนในสหวิทยาเขตเดียวกัน อย่างไรก็ตามการแจ้งขอขยายจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนนั้น ทางโรงเรียนจะต้องมีการประชุมกับคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อขอความเห็นชอบก่อน จากนั้นถึงจะแจ้งมายังเขตพื้นที่ฯ เพื่อพิจารณาต่อไป

ครูโวยไล่ขรก.ออกตอน58ปีไม่มีแรงทำอย่างอื่น

April 25th, 2010

กรณีที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบาย กำลังคนภาครัฐ (คปร.) มีมติที่จะลดจำนวนข้าราชการลง 30% หรือประมาณ 6 แสนคน ภายใน 3 ปี และเปลี่ยนหลักเกณฑ์การเกษียณก่อน 60 ปี (เออร์ลี่รีไทร์) จากปัจจุบันที่ต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือรับราชการมาไม่น้อยกว่า 25 ปี เป็นผู้ที่อายุราชการไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น

เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายพิษณุ ตุลสุข ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ตามขั้นตอนการปฏิบัติ หลังจากที่ คปร.มีมติเรื่องนี้ออกมาแล้ว จะต้องมีมติของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ตามมาเพื่อกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์ของโครงการ ซึ่งหน่วยงานราชการที่มีอัตราข้าราชการจำนวนมาก จะมีรายละเอียดหลักเกณฑ์ที่แตกต่างจากหน่วยงานราชการที่มีอัตราข้าราชการ น้อย ในส่วนของ สพฐ. ซึ่งมีอัตรากำลังข้าราชการมาก จึงขอรอดูมติ ก.พ.ก่อนว่าจะกำหนดรายละเอียดอย่างไรบ้าง

นายพิษณุกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาตามเงื่อนไขเดิมของปีที่ผ่านมาที่กำหนดให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการ เออร์ลี่รีไทร์ได้ จะต้องมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปหรือทำงานราชการมาแล้ว 25 ปีนั้น จะมีข้าราชการสังกัด สพฐ.ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ประมาณ 15,000 คน แต่หากปรับเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ว่าให้มีอายุราชการเหลืออยู่ไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น จึงจะเข้าร่วมโครงการได้ สพฐ.ก็คงต้องมาคำนวณไล่อายุกันใหม่ว่าผู้ที่มีอายุ 58-59 ปีจะมีจำนวนเท่าใด ซึ่งไม่มั่นใจว่าจะลดลงเท่าใด ขณะที่รัฐบาลต้องลดอัตรากำลังข้าราชการถึง 6 แสนคน ภายใน 3 ปี ดังนั้น ต้องดูรายละเอียดของมติ ก.พ.อีกครั้ง จากนั้นตนจึงจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำรวจว่าจะมีข้าราชการสังกัด สพฐ.ที่ตรงตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ.และสามารถเข้าร่วมโครงการได้สักกี่ราย

ด้านนายมานะ สุดสงวน ประธานสภาสหภาพครูแห่งชาติ กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากจะส่งผลให้ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ได้ จะต้องมีอายุ 58-59 ปีเท่านั้น ซึ่งช่วงอายุดังกล่าวไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพอื่นได้แล้ว ต่างกับอายุ 50 ปีตามหลักเกณฑ์เดิม เมื่อออกจากราชการในช่วงอายุ 50 ไป ยังพอจะทำงานอื่นได้ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศได้ ดังนั้น ส่วนตัวมองว่าควรจะคงตามหลักเกณฑ์เดิม เพียงแต่อาจจะลดเงินขวัญถุงที่จากเดิมให้ผู้ที่เออร์ลี่รีไทร์ คนละ 15 เท่าของเงินเดือน ก็อาจจะปรับลดลงบ้าง แต่ไม่ควรน้อยกว่า 12 เท่าของเงินเดือน ก็จะช่วยลดงบประมาณตามที่รัฐบาลต้องการได้

นายมานะกล่าวว่า แต่ขอฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าไปเสียดายเงินที่จะจ่ายให้กับข้าราชการเหล่านี้ โดยเฉพาะกับข้าราชการครู เพราะกลุ่มนี้ได้ช่วยราชการมาถึง 25 ปีแล้ว ทางที่ดีควรลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นมากกว่า รัฐบาลก็จะมีเงินมากมายที่จะจ่ายให้กับข้าราชการที่เออร์ลี่รีไทร์ได้โดยไม่ ต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ และยังเหลือเงินเป็นจำนวนมากสำหรับการพัฒนาประเทศอีกด้วย แต่ปัญหาคือ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมามีการทุจริตคอร์รัปชั่น

“หลังจากมีข่าวปรับเปลี่ยนเกณฑ์ว่าต้องมีอายุราชการเหลืออยู่ไม่เกิน 2 ปีเท่านั้น ถึงจะเข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ได้ ส่งผลให้มีครูจำนวนมากโวยวายกับผมถึงความเสียเปรียบเพราะพวกเขามีอายุ 52-53 ปี ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในปีงบประมาณ 2554 ได้ ต้องรอไปอีก 4-5 ปี ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าสภาพเศรษฐกิจจะรอดหรือไม่” นายมานะกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีข่าว คปร.มีมติปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์โครงการเออร์ลี่รีไทร์ ทำให้มีข้าราชการจำนวนมากไม่พอใจ อาทิ มีข้าราชการสังกัด สพฐ.โทรศัพท์มาร้องเรียนกับ “มติชน” ว่าเสียสิทธิที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ยื่นความจำนงขอเข้าร่วมโครงการกับ สพฐ. แต่เพราะมีผู้เข้าร่วมโครงการมาก จึงไม่ได้รับการอนุมัติและได้รับการแจ้งว่าให้รอเข้าร่วมโครงการในปีงบ ประมาณ 2554 แต่เมื่อถึงเวลารัฐบาลกลับมาปรับเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าว ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าโครงการได้

ตัวชี้วัดและเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง

April 25th, 2010

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการปรับตัวชี้วัด และเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง

รมว.ศธ. กล่าวว่าที่ประชุมคณะกรรมการ นโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) ได้เห็นชอบในหลักการตัวชี้วัด และเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ๔ ประเด็นดังนี้

*

สมรรถนะ การศึกษาไทยมีคุณภาพ และได้มาตรฐานระดับสากล โดยตั้งเป้าหมายว่า เมื่อสิ้นสุดปี ๒๕๖๑ ประเทศไทยจะอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น จากการจัดอันดับของ IMD (International Institute for Management) ซึ่งในปัจจุบันไทยอยู่ในลำดับที่ ๔๗ จากจำนวน ๕๐ ประเทศ
*

คนไทยใฝ่ รู้ เรียนรู้ด้วยตนเอง และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
*

คนไทยใฝ่ ดี มีจิตสาธารณะ มีระเบียบวินัย และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
*

รมว.ศธ.

รมว.ศธ.


คนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ สามารถสื่อสาร คิดริเริ่มและรู้จักคิดวิเคราะห์

รมว.ศธ.ได้มอบให้องค์กร หลักไปจัดทำ RoadMap เพื่อกำหนดกรอบทิศทางการดำเนินงาน และจัดทำแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดขึ้นจริง ถึงแม้จะมีสถานการณ์ทางการเมือง แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และให้มีประสิทธิภาพ

จึงขอให้องค์กรหลักไปคัดเลือกนโยบายที่มีความสำคัญ เพื่อจัดทำแผน ยุทธศาสตร์ และกำหนดเป้าหมายที่จะนำมาสู่ผลสำเร็จที่สะท้อนคุณภาพในเชิงลึก เปรียบเทียบกับต่างประเทศ เพื่อให้การวัดผลเป็นไปในระดับสากลต่อไป

ม.ปทุมธานีชี้ เหตุสื่อสารไม่ตรง ทำหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลป่วน

April 23rd, 2010

จากกรณีนักศึกษาซึ่งจบหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลถูกลดเงินเดือน เนื่องจากนายจ้างระบุว่า หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลไม่ได้รับการรับรองจากสภาการพยาบาล ทำให้นักศึกษาเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภา

ผศ.ดร.ไพลิน นุกูลกิจ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ ม.ปทุมธานี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเปิดรับนักศึกษาหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล 1 รุ่น ในปี 2551 และก่อนรับนักศึกษาได้ส่งหลักสูตรให้สภาการพยาบาลรับรอง และสภาการพยาบาลให้ปรับปรุงหลักสูตร ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้แก้ไขตามกำหนด ระหว่างนั้นสภาการพยาบาลแจ้งว่า ให้ชะลอการเปิดหลักสูตรนี้ไปก่อน แต่มหาวิทยาลัยเปิดเรียนแล้ว 2 เดือน และช่วงนั้นเกิดปัญหาเรื่องของการสื่อสาร ทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจว่า สภาการพยาบาลรับรองหลักสูตรแล้ว จึงสอนนักศึกษาจนจบ แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยก็ประสานกับสภาการพยาบาลแล้ว และสภาการพยาบาลก็รับปากจะช่วยเหลือนักศึกษา ส่วนหลักสูตรนั้นทางมหาวิทยาลัยก็แก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยสภาการพยาบาลจะรับรองเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น คาดว่าเดือนมิ.ย.นี้ จะเชิญนักศึกษามารับทราบ ยืนยันว่ามหาวิทยาลัยไม่ต้องการหลอกลวงนักศึกษา แต่เกิดปัญหาเรื่องการสื่อสาร

ด้านตัวแทนนอดีตนักศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตร ผู้ช่วยพยาบาล ม.ปทุมธานี กล่าวว่า จะหารือกันต่อว่าจะมีการฟ้องมหาวิทยาลัย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายหรือไม่ เพราะจากการที่สภาการพยาบาลไม่รับรองหลักสูตร ทำให้ถูกลดเงินเดือนมานานเกือบปี

ระดมหมอฟันใส่ฟันเทียมให้ผู้เฒ่า

April 23rd, 2010

ดำเนินงานตามโครงการฟันเทียมพระราชทาน พร้อมกับการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ สนองกระแสพระราชดำรัสอย่างต่อเนื่อง…

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุประมาณ 7.3 ล้านคน และในอีก 10 ปีข้างหน้าประชากรผู้สูงอายุของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าประชากรในวัยเด็กและวัยแรงงาน โดยอายุเฉลี่ยของประชากรเพศชายจะเพิ่มเป็น 78 ปี ขณะที่เพศหญิงจะเพิ่มเป็น 82 ปี และว่าปัญหาอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุคือ ปัญหาสุขภาพช่องปาก และผู้สูงอายุเกือบทุกคนมีการสูญเสียฟันอย่างน้อย 1 ซี่ พบฟันผุร้อยละ 96 รากฟันผุร้อยละ 20 ปริทันต์อักเสบร้อยละ 68 จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติครั้งล่าสุดในปี 2550 ยังคงมีผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นต้องใส่ฟันเทียมทั้งปากอีกประมาณ 250,000 ราย

ด้าน ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า นับตั้งแต่ สธ.มีการดำเนินโครงการฟันเทียมพระราชทานมาตั้งแต่ปี 2548 มีผู้มารับบริการแล้วรวมทั้งสิ้นประมาณ 160,000 ราย และเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2554 สธ.จะประกาศให้เป็นปีทองแห่งการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุไทย ด้วยการดำเนินงานตามโครงการฟันเทียมพระราชทาน พร้อมกับการส่งเสริมสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุ สนองกระแสพระราชดำรัสอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้สูงอายุมีฟันใช้เคี้ยวอาหารได้อย่างเหมาะสม โดยกำหนดเป้าหมายในการจัดบริการใส่ฟันเทียมทั้งปาก ทดแทนฟันที่สูญเสียไปแก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องปีละ 30,000 ราย และจะเร่งดำเนินการใส่ฟันเทียมให้กับผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้แล้วอีกประมาณ 1.9 แสนราย

เห่อ'ผ้าเย็นอัดเม็ด'ขายเกลื่อนเน็ต อย.จับตาหวั่นอันตราย

April 23rd, 2010

ประชาชนให้ตรวจสอบผ้าเย็นอัดเม็ดสินค้าที่ออกมาในฤดูร้อนซึ่งมีการโฆษณาขายทางอินเทอร์เน็ต กำลังได้รับความนิยมอยู่ในเวลานี้ โดยจากการตรวจสอบเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่มีสินค้าดังกล่าวประกาศขายอยู่พบว่า ผ้าเย็นดังกล่าวมีคำโฆษณาว่า สะดวกที่สุดในการพกพาไปใช้ได้ในทุกๆ สถานที่ เพียงหยดน้ำใส่ลงไป ก็จะพองตัวออกมาเป็นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กให้ท่านใช้ได้ในทุกโอกาส ถ้าใช้น้ำอุ่นก็จะเป็นผ้าร้อน หากใช้น้ำเย็นหยดโคโลญจน์ลงไปก็จะเป็นผ้าเย็นที่หอมนุ่มน่าใช้ ขนาดเล็กและเบามากเหมาะสำหรับ พกพาไปใช้ระหว่างเดินทาง หรือเวลาออกกำลังกาย เพียงเทน้ำเย็นๆ ลงไปบนผ้าเย็นอัดเม็ดไม่กี่วินาที ก็จะได้ผ้าเย็นๆ ไว้เช็ดคลายร้อน

นอกจากนี้ สินค้าชิ้นนี้ยังระบุอีกว่า เหมาะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวกับความงามและสุขภาพผิวหน้า สามารถดักจับคราบต่างๆ ได้ดี ใช้เช็ดเครื่องสำอางได้ดีมากๆ ใช้อบผิวหน้าหลังจากทาโลชั่นหรือซีรั่มบำรุงโดยการนำผ้าอัดเม็ดแช่น้ำร้อน แล้วคลี่ออกวางบนหน้าได้เลย ทำให้ผิวสวยใส มีเลือดฝาดหรือจะใช้แช่น้ำเย็นจัด มาสก์หน้าแบบเย็นก็ได้ ผลิตจากเยื่อไม้ธรรมชาติ 100% ปราศจากจุลินทรีย์ และแบคทีเรีย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ส่วนกรรมวิธีในการผลิตนั้น เว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า ผลิตด้วยกรรมวิธีในการอัดเป็นก้อนโดยใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย และปลอดภัยทุกสภาพผิว เหมาะสำหรับใช้งานในร้านกาแฟ ร้านอาหาร การท่องเที่ยว ใช้สำหรับเด็กเล็ก สำหรับนักกอล์ฟ การกีฬา ตกปลา ร้านเสริมสวย สถานเสริมความงาม สปา ฟิตเนส ติดรถยนต์แทนผ้าเย็น โรงพยาบาล ภัตตาคาร สำหรับสุภาพสตรีสะดวกต่อการพกพา เช็ดเครื่องสำอาง โรงเรียน ใช้ที่บ้าน สำหรับปิคนิค ใช้ในห้องน้ำ สารพัดประโยชน์ เหลือจากการทำความสะอาดใบหน้ายังสามารถนำไปเช็ดล้างสิ่งสกปรกในรถยนต์และของใช้ส่วนตัวได้อีก

ไทยรัฐออนไลน์จึงได้ลองสอบถามตามเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุในเว็บไซต์ ปลายสายอธิบายว่า ได้รับสินค้าชนิดนี้มาขายต่อ ซึ่งเป็นสินค้าที่คนไทยทำขึ้นมาขายเอง โดยในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ผ้าเย็นอัดเม็ดขายดีมากๆ

ต่อมา ไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามไปยัง นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถึงเรื่องผ้าเย็นอัดเม็ดนี้ โดย นพ.พงศ์พันธ์ บอกว่ายังไม่ได้รับรายงาน แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสินค้าในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพและมีสรรพคุณหลอกลวง ถือว่ามีความอันตรายและระบาดมากๆ ซึ่งในเคสนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นอย่างไร แต่อยากจะฝากให้ทุกๆ คนช่วยภาครัฐเป็นหูเป็นตาโดยสามารถส่งสินค้าต้องสงสัยมาได้ที่ 1556fda@moph.go.th หรือโทรศัพท์มาแจ้งได้ที่ 1556

เห่อ’ผ้าเย็นอัดเม็ด’ขายเกลื่อนเน็ต อย.จับตาหวั่นอันตราย

April 23rd, 2010

ประชาชนให้ตรวจสอบผ้าเย็นอัดเม็ดสินค้าที่ออกมาในฤดูร้อนซึ่งมีการโฆษณาขายทางอินเทอร์เน็ต กำลังได้รับความนิยมอยู่ในเวลานี้ โดยจากการตรวจสอบเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่มีสินค้าดังกล่าวประกาศขายอยู่พบว่า ผ้าเย็นดังกล่าวมีคำโฆษณาว่า สะดวกที่สุดในการพกพาไปใช้ได้ในทุกๆ สถานที่ เพียงหยดน้ำใส่ลงไป ก็จะพองตัวออกมาเป็นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กให้ท่านใช้ได้ในทุกโอกาส ถ้าใช้น้ำอุ่นก็จะเป็นผ้าร้อน หากใช้น้ำเย็นหยดโคโลญจน์ลงไปก็จะเป็นผ้าเย็นที่หอมนุ่มน่าใช้ ขนาดเล็กและเบามากเหมาะสำหรับ พกพาไปใช้ระหว่างเดินทาง หรือเวลาออกกำลังกาย เพียงเทน้ำเย็นๆ ลงไปบนผ้าเย็นอัดเม็ดไม่กี่วินาที ก็จะได้ผ้าเย็นๆ ไว้เช็ดคลายร้อน

นอกจากนี้ สินค้าชิ้นนี้ยังระบุอีกว่า เหมาะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวกับความงามและสุขภาพผิวหน้า สามารถดักจับคราบต่างๆ ได้ดี ใช้เช็ดเครื่องสำอางได้ดีมากๆ ใช้อบผิวหน้าหลังจากทาโลชั่นหรือซีรั่มบำรุงโดยการนำผ้าอัดเม็ดแช่น้ำร้อน แล้วคลี่ออกวางบนหน้าได้เลย ทำให้ผิวสวยใส มีเลือดฝาดหรือจะใช้แช่น้ำเย็นจัด มาสก์หน้าแบบเย็นก็ได้ ผลิตจากเยื่อไม้ธรรมชาติ 100% ปราศจากจุลินทรีย์ และแบคทีเรีย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ส่วนกรรมวิธีในการผลิตนั้น เว็บไซต์ดังกล่าวระบุว่า ผลิตด้วยกรรมวิธีในการอัดเป็นก้อนโดยใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย และปลอดภัยทุกสภาพผิว เหมาะสำหรับใช้งานในร้านกาแฟ ร้านอาหาร การท่องเที่ยว ใช้สำหรับเด็กเล็ก สำหรับนักกอล์ฟ การกีฬา ตกปลา ร้านเสริมสวย สถานเสริมความงาม สปา ฟิตเนส ติดรถยนต์แทนผ้าเย็น โรงพยาบาล ภัตตาคาร สำหรับสุภาพสตรีสะดวกต่อการพกพา เช็ดเครื่องสำอาง โรงเรียน ใช้ที่บ้าน สำหรับปิคนิค ใช้ในห้องน้ำ สารพัดประโยชน์ เหลือจากการทำความสะอาดใบหน้ายังสามารถนำไปเช็ดล้างสิ่งสกปรกในรถยนต์และของใช้ส่วนตัวได้อีก

ไทยรัฐออนไลน์จึงได้ลองสอบถามตามเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุในเว็บไซต์ ปลายสายอธิบายว่า ได้รับสินค้าชนิดนี้มาขายต่อ ซึ่งเป็นสินค้าที่คนไทยทำขึ้นมาขายเอง โดยในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ผ้าเย็นอัดเม็ดขายดีมากๆ

ต่อมา ไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามไปยัง นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถึงเรื่องผ้าเย็นอัดเม็ดนี้ โดย นพ.พงศ์พันธ์ บอกว่ายังไม่ได้รับรายงาน แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสินค้าในอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ไม่มีคุณภาพและมีสรรพคุณหลอกลวง ถือว่ามีความอันตรายและระบาดมากๆ ซึ่งในเคสนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นอย่างไร แต่อยากจะฝากให้ทุกๆ คนช่วยภาครัฐเป็นหูเป็นตาโดยสามารถส่งสินค้าต้องสงสัยมาได้ที่ 1556fda@moph.go.th หรือโทรศัพท์มาแจ้งได้ที่ 1556

สพท.ร้อยเอ็ดเปิดสอบบรรจุครู

April 21st, 2010

วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7083 ข่าวสดรายวัน

สพท.ร้อยเอ็ดเปิดสอบบรรจุครู

นาย สมเกียรติ พื้นแสน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ร้อยเอ็ด เขต 1 กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อนุมัติให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1/2553 อัตราเงินเดือน 7,940 บาท 8 อัตรา โดยรับสมัครผู้ที่จบการศึกษา วุฒิปริญญาตรี สาขาวิชาเอก ภาษาอังกฤษ 5 อัตรา สาขาวิชาเอกประวัติศาสตร์ 1 อัตรา สาขาวิชาเอกภูมิศาสตร์ 1 อัตรา และสาขาวิชาเอกดนตรีศึกษา 1 อัตรา จะเปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย. ที่หอประชุมโรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ก ภายในวันที่ 30 เม.ย. ดำเนินการสอบภาค ก วันที่ 12-13 พ.ค. ซึ่งจะเป็นการสอบความรู้ความสามารถทั่วไป และความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง โดยวิธีสอบข้อเขียน ผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์ 60% ในภาค ก จะมีสิทธิ์สอบในภาค ข โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์สอบภาค ข ในวันที่ 17 พ.ค. และสอบภาค ข ในวันที่ 23 พ.ค. ซึ่งเป็นการสอบความเหมาะสมกับวิชาชีพ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาชีพครู โดยวิธีสอบข้อเขียน ส่วนการประเมินความเหมาะสมของบุคคลใช้วิธีสอบสัมภาษณ์ ประกาศผลการสอบแข่งขันภายในวันที่ 31 พ.ค.

ผช.พยาบาลร้องหลักสูตรม.เอกชนไม่ผ่านรับรอง

April 21st, 2010

(21เม.ย.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า คณะกรรมาธิการการปกครองฯ ได้เชิญตนไปชี้แจงกรณีมีนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยปทุมธานี ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการปกครอง ฯว่า ตนและเพื่อนอีก 38 คน เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ใช้เวลาเรียน 1 ปี และก่อนที่จะเข้าเรียนทางมหาวิทยาลัยแจ้งว่าสภาการพยาบาลรับรองหลักสูตร แต่เมื่อนักศึกษาจบออกไปทำงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล ทำงานมาได้ระยะหนึ่งทางโรงพยาบาลแจ้งว่าหลักสูตรที่เรียนสภาการพยาบาลไม่รับรอง

ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึง ลดเงินเดือนและปรับเปลี่ยนตำแหน่ง จึงทำให้นักศึกษามาร้องเรียนกับคณะกรรมาธิการฯ ให้ช่วย พร้อมกันนี้ทางนักศึกษายังได้นำแผ่นพับของมหาวิทยาลัยมาแสดงให้ทางคณะ กรรมาธิการฯ ดูด้วยว่าทางมหาวิทยาลัยได้ระบุชัดเจนว่าสภาการพยาบาลรับรองหลักสูตร หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่ามหาวิทยาลัยให้ข้อมูลไม่ถูกต้องกับนักศึกษาจนทำให้นักศึกษาเสียหาย จึงขอให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) รับเรื่องนี้ไปดูแล

รศ.นพ.กำจร กล่าวต่อว่าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯว่า มหาวิทยาลัยสามารถเปิดหลักสูตรที่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือหลักสูตรประกาศนียบัตรได้ และไม่ต้องเสนอเรื่องให้สกอ.รับทราบ เพียงให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติก็สามารถเปิดรับนักศึกษาได้ ขณะเดียวกันในการเปิดสอนหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสภาชาชีพนั้นจะต้องให้สภา วิชาชีพ รับรองหลักสูตรด้วย แต่กรณีที่เกิดขึ้นนี้สภามหาวิทยาลัยจะต้องรับผิดชอบ และจากนี้สกอ.จะต้องเข้าไปดูข้อเท็จจริงต่าง ๆว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งจะนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ด้วยว่ากรณีนี้ถือว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ อาจจะให้ข้อมูลไม่ถูกต้องกับนักศึกษาจนทำให้หลงเชื่อ และจะมีการช่วยเหลือนักศึกษาได้อย่างไรบ้าง

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า ขอไปตรวจสอบก่อนว่าหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนนั้นผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาลหรือไม่ แต่โดยหลักการแล้วการเปิดหลักสูตรใด ๆ ที่เกี่ยวข้องการสภาการพยาบาลนั้น ทางสถาบันจะต้องเสนอเรื่องให้สภาการพยายาลรับรองทั้งสถาบันและหลักสูตรก่อน เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาตามมาหรือเกิดผลเสียกับนักศึกษา